วันนี้(๓๐ มกราคม ๒๕๕๓) รองศาสตราจารย์ ดร.มนตรี แย้มกสิกร คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ พร้อมด้วย อาจารย์ภูเบศ เลื่อมใส หัวหน้าภาควิชานวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษา รองศาสตราจารย์ ดร.พงศ์ประเสริฐ หกสุวรรณ Prof.Xu Guang Ze จาก Yunnan Normal Univeristy , Yunnan ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน พร้อมด้วยนิสิตปริญญาเอกสาขาเทคโนโลยีการศึกษา ได้นำอาหารเข้าเยี่ยมเด็กกำพร้า ณ ศูนย์ซีนาปีส บ้านลอเรนโซ พนัสนิคม จังหวัดชลบุรี ซึ่งศูนย์แห่งนี้สงเคราะห์เลี้ยงดูเด็กกำพร้าและติดเชื้อเอดส์ จำนวน ๒๓ คน ต้องการความช่วยเหลือเรื่อง อาหาร ของแห้ง เงินสด เพื่อดูแลเด็กให้มีชีวิตที่มีคุณภาพ ภาควิชานวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษา จึงดำริที่จะหาทางช่วยสนับสนุนศูนย์แห่งนี้ให้สามารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป
นิสิตปริญญาเอกสาขาเทคโนโลยีการศึกษาเยี่ยมศูนย์ซีนาปีส พนันิคม
วันนี้(๓๐ มกราคม ๒๕๕๓) รองศาสตราจารย์ ดร.มนตรี แย้มกสิกร คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ พร้อมด้วย อาจารย์ภูเบศ เลื่อมใส หัวหน้าภาควิชานวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษา รองศาสตราจารย์ ดร.พงศ์ประเสริฐ หกสุวรรณ Prof.Xu Guang Ze จาก Yunnan Normal Univeristy , Yunnan ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน พร้อมด้วยนิสิตปริญญาเอกสาขาเทคโนโลยีการศึกษา ได้นำอาหารเข้าเยี่ยมเด็กกำพร้า ณ ศูนย์ซีนาปีส บ้านลอเรนโซ พนัสนิคม จังหวัดชลบุรี ซึ่งศูนย์แห่งนี้สงเคราะห์เลี้ยงดูเด็กกำพร้าและติดเชื้อเอดส์ จำนวน ๒๓ คน ต้องการความช่วยเหลือเรื่อง อาหาร ของแห้ง เงินสด เพื่อดูแลเด็กให้มีชีวิตที่มีคุณภาพ ภาควิชานวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษา จึงดำริที่จะหาทางช่วยสนับสนุนศูนย์แห่งนี้ให้สามารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป
การประชุมสภาคณบดีคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย ครั้งที่ ๑/๒๕๕๓
รองศาสตราจารย์ ดร.สมบัติ นพรัก คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ในฐานะประธานสภาคณบดีคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย และรองศาสตราจารย์ ดร.มนตรี แย้มกสิกร คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ในฐานะรองประธานสภาคณบดีคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย ได้จัดการประชุมสภาคณบดีคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย ครั้งที่ ๑/๒๕๕๓ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๕๓ ณ ห้องประชุมสภามหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.รสสุคนธ์ มกรมณี คณบดีคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม มีคณบดีคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ ทั่วประเทศ เข้าร่วมประชุม ประเด็นสาระการประชุมมีโดยสังเขปประกอบด้วย แนวทางการกำหนดกรอบมาตรฐานคุณวุฒิแห่งชาติ (TQF) การพัฒนาคุณภาพวารสารวิชาการ แนวทางการพัฒนากระบวนการผลิตครูที่มีประสิทธิภาพ การผลิตและพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา การดำเนินงานโครงการ Teacher TV การประเมินโครงการ Teacher TV การอบรมครูการศึกษาขั้นพื้นฐานทั่วประเทศ โครงการวิจัยเพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยบูรณาการเศรษฐกิจพอเพียงในหมวดวิชาชีพครู ระดับปริญญาตรี การขอทบทวนเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับอุดมศึกษา พ.ศ.๒๕๔๘ และอื่นๆ
การสร้างคุณธรรมของความเป็นพลเมืองในชุมชนไทย
พรพรรณ วีระปรียากูร 2543 ดุษฎีนิพนธ์การศึกษาดุษฎีบัณฑิต, สาขาพัฒนศึกษาศาสตร์. มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
ความสำคัญของปัญหา
การศึกษาที่จัดโดยระบบโรงเรียนภายใต้การควบคุมดูแลของรัฐ ยังขาดการสร้างสรรค์ พร้อมจะยินดีต่ออำนาจที่เป็นอยู่เพียงอย่างเดียว จึงไม่สามารถก่อให้เกิดสังคมแห่งการเรียนรู้ หรือไม่สามารถสร้างให้บุคคลเกิดคุณลักษณะพื้นฐานที่สำคัญโดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณธรรมของความเป็นพลเมืองที่จะนำไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยได้ เนื่องจากไม่สามารถสร้างให้คนไทยมีสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาคในการคิด ในการกระทำหรือในอำนาจได้อย่างแท้จริง ส่วนผู้บริหารโรงเรียนก็มิได้มีประสบการณ์ที่จำเป็นที่จะต้องรู้ว่าอะไรเป็นสิ่งที่ทำได้หรือทำไม่ได้ เชื่อในการแข่งขันทางการศึกษาจนทำให้เคารพในการต่อสู้แทนการร่วมมือ หรือเกิดการแข่งขันสูงภายในชั้นเรียน ภายในโรงเรียน ความเป็นพลเมืองที่ได้จึงเต็มไปด้วยความรู้และทักษะแต่ขาดคุณธรรมซึ่งเป็นความดีงามของพลเมืองที่ตระหนักถึงการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อส่วนรวม ที่มีประสิทธิภาพในการเสริมสร้างสังคมและการเมืองที่ดี
คำถามการวิจัย
คุณลักษณะของคุณธรรมของความเป็นพลเมืองที่สร้างขึ้นมาโดยเงื่อนไขหรือบริบททางสังคมไทยที่เป็นชุมชนที่ดีงามมีลักษณะเป็นอย่างไรและมีกระบวนการสร้างขึ้นมาได้อย่างไร
วัตถุประสงค์ของการวิจัย
เพื่อศึกษาทำความเข้าใจเงื่อนไขโครงสร้างทางสังคมของชุมชนที่ก่อให้เกิดคุณธรรมความเป็นพลเมืองและศึกษาคุณลักษณะคุณธรรมความเป็นพลเมืองภายใต้บริบททางสังคม
วิธีดำเนินการวิจัย
ใช้วิธีการแบบปรากฏการณ์นิยม (Phenomenology approach) ซึ่งเป็นการลงไปดูปรากฏการณ์จริงที่เกิดขึ้น ช่วยให้เข้าใจบริบททางสังคมที่เอื้อหรือเป็นเงื่อนไขในการก่อเกิดคุณลักษณะคุณธรรมของความเป็นพลเมืองต่างๆ ได้ เป็นการสร้างทฤษฎีจากปรากฏการณ์จริงหรือทฤษฎีจากฐานราก ที่สามารถรวบรวมข้อมูลได้จากการสัมภาษณ์ระดับลึก และการสังเกตแบบมีส่วนร่วม
สนาม
พื้นที่ที่ศึกษา เจาะจงพื้นที่ที่มีความเป็นชุมชนดีงาม อันเป็นปรากฏการณ์ที่มีเงื่อนไขแห่งการก่อเกิดหรือสร้างคุณธรรมของความเป็นพลเมืองปรากฏอยู่ การเข้าสู่พื้นที่ที่ศึกษา ผู้วิจัยทำหนังสือขอความร่วมมือกับชุมชนในการเก็บข้อมูล แสดงความจริงใจกับชุมชนสร้างความไว้วางใจ และความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน
ผู้ให้ข้อมูล เลือกตามหลักวิธีการเลือกเชิงทฤษฎี มีความเกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์ที่ศึกษา คือคุณธรรมความเป็นพลเมือง ได้แก่ เจ้าหน้าที่ฝ่ายการศึกษา เจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร เจ้าหน้าที่ฝ่ายอาหาร เจ้าหน้าที่ฝ่ายต่างประเทศ เจ้าหน้าที่ฝ่ายช่าง เด็กนักเรียน
วิธีการเก็บข้อมูล คือ การสัมภาษณ์ระดับลึกและการสังเกตแบบมีส่วนร่วม
ผลการศึกษา การเป็นพลเมืองตามวิถีประชาธิปไตย มีลักษณะดังนี้คือ มีความรู้ มีทักษะ และมีค่านิยมร่วมของความเป็นพลเมืองของคนในสังคมที่ดีงาม การจัดการศึกษาของโรงเรียนแห่งคุณธรรมความเป็นพลเมือง บูรณาการระหว่างปัจเจกบุคคลกับสังคม แบ่งเป็นสองลักษณะ ได้แก่ลักษณะหลัก จัดการศึกษาเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ในวิถีชีวิต เน้นการคิดการปฏิบัติ ร่วมกันทำกิจกรรมต่าง ๆ เน้นให้เกิดประสบการณ์ตรง ส่วนลักษณะรอง จัดการศึกษาในห้องเรียนเหมือนโรงเรียนทั่วไป
Profession diary
การก่อรูปการดูแลสุขภาพแบบชีวจิต
บัณฑิต, สาขาพัฒนศึกษาศาสตร์. บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
คณะกรรมการควบคุม ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เพ็ญสิริ จีระเดชากุล
รองศาสตราจารย์ ดร.นภาภรณ์ หะวานนท์
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุรวุฒิ ปัดไธสง
ความสำคัญของปัญหา
กระแสความนิยมในสังคมที่เกิดขึ้นในช่วงปี พ.ศ. 2541 ต่อการดูแลสุขภาพแบบชีวจิตนั้น เห็นได้ชัดเจนจากปรากฏการณ์อย่างน้อยสองประการ คือประการแรก หนังสือชุดชีวจิตจำนาน 4 เล่ม คือ ชีวจิต : การใช้ชีวิตอย่างเข้าใจธรรมชาติ, มะเร็งแห่งชีวิต, ชีวิตเริ่มต้นเมื่อ 70 และกูแน่ ที่เขียนโดย สาทิส อินทรกำแพง ประการที่สอง การเกิดเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพชนิดใหม่ขึ้น ที่เรียกว่าน้ำอาร์ซี ที่ผู้คนเข้าใจว่าน้ำอาร์ซีสามารถรักษาโรคมะเร็งได้ กระแสนิยมในการดูแลแบบชีวจิตเปรียบเสมือนหนึ่งที่ประชาชนให้การยอมรับ อีกทั้งกรณีตัวอย่างผู้ป่วยโรคมะเร็งรักษาแบบชีวจิตแล้วหาย ปรากฏการณ์การรักษาด้วยชีวจิตยังมีข่าวคราวว่ารักษาหายอย่างต่อเนื่องและเป็นการรักษาโดยอาศัยการกินอยู่แบบชีวิตประจำวัน กินธรรมชาติ คุณค่าจากธรรมชาติ ที่ไม่มีสิ่งเจอปนของสารเคมี จากกระแสดังกล่าวมาในเรื่องของการดูแลให้มีสุขภาพที่ดีจึงมีความสำคัญเป็นอันดับแรก
กล่าวได้ว่าชีวจิตคือร่างกาย (body and mind) การสมบูรณ์ทั้งกายและใจอย่างมีความสุข โดยยึดหลักธรรมชาติเป็นหลัก
ความจริงการรักษาแพทย์แผนปัจจุบันจะเน้นการรักษาโรคที่เกิดจากเชื้อโรคและอาการจากอุบัติเหตุเฉียบพลันต่างๆ แต่ปัจจุบันโรคได้มีการพัฒนาจากการติดเชื้อเป็นการเรื้อรัง ซึ่งเป็นโรคที่เกี่ยวเนื่องกัน และสภาพเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จึงจำเป็นต้องมีการรักษาที่แตกต่างกันไป ด้วยเหตุนี้เองการรักษารูปแบบอื่นจึงเข้ามามีบทบาท รวมถึงการรักษาแบบชีวจิต ซึ่งเป็นความรู้ที่ถูกสร้างขึ้นมานี้ก็มีกระบวนการในการจัดกระทำเพื่อให้ความรู้เป็นที่ยอมรับ และดำรงอยู่ได้ในสังคมที่มีการแพทย์แผนปัจจุบันเป็นการแพทย์กระแสหลัก ประเด็นนี้คือจุดสำคัญในการศึกษานี้
คำถามงานวิจัย
การวิจัยนี้มุ่งตอบคำถามของการวิจัยว่า ความรู้ของการดูแลสุขภาพแบบชีวจิต ถูกสร้างขึ้นมาได้อย่างไร ภายใต้เงื่อนไขใดบ้างที่ทำให้ชีวิตเปิดพื้นที่ของการแพทย์แผนปัจจุบัน ซึ่งเป็นการแพทย์กระแสหลักขึ้นได้ และมีกระบวนการในการตอกย้ำอย่างไรจึงทำให้เป็นที่ยอมรับและดำรงอยู่ได้ในสังคม
วัตถุประสงค์ของการวิจัย
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อคลี่คลายให้เห็นถึง กระบวนการก่อรูปของการดูแลสุขภาพแบบชีวจิต
ปัญหาการวิจัย
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
การวิจัยนี้จะเป็นการเปิดพื้นที่มุมมองใหม่ในการดูแลสุขภาพ เพื่อให้อำนาจแก่ปัจเจกบุคคลให้มีความสามารถในการดูแลสุขภาพของตนเองได้มากขึ้น แทนที่จะเป็นอยู่แบบเดิมที่การดูแลสุขภาพถูกกำหนดตัวอำนาจของวาทกรรมการแพทย์แผนปัจจุบัน ซึ่งทำให้ปัจเจกบุคคลมีฐานะเป็นเพียงชายของแห่งอำนาจนั้น
ขอบเขตการศึกษา
ผู้วิจัยได้กำหนดแนวทางในการนำเสนอแนวคิดและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องโดยแยกเป็นหลักๆออกเป็น 4 ประเด็น คือ ประเด็นที่ 1 ฐานของแพทย์แผนปัจจุบัน, ประเด็นที่ 2 กระบวนการสถาปนาการแพทย์แผนปัจจุบัน, ประเด็นที่ 3 อัตลักษณ์ของการแพทย์แผนปัจจุบัน และประเด็นสุดท้ายคือ กระบวนการก่อรูปของการดูแลสุขภาพแบบชีวจิต
กรอบแนวคิดในการวิจัย
ความมุ่งหมายของการศึกษาครั้งนี้ ต้องการที่จะสืบค้นถึงกระบวนการก่อรูปของการดูแลสุขภาพแบบชีวจิต เพื่อที่จะคลี่คลายให้เห็นว่า การก่อรูปของการดูแลสุขภาพแบบชีวจิตเกิดขึ้นมาได้อย่างไร โดยมองว่าชีวจิตก็เป็นกระบวนการระบบดูแลสุขภาพ เช่นเดียวกับแพทย์แผนปัจจุบัน เพียงแต่ชีวจิตเกิดจากฐานคติของวิทยาศาสตร์แบบองค์รวม การวิจัยศึกษานี้จึงแบ่งได้ 2 ประเด็นได้แก่
1. ประเด็นแรก ศึกษาเงื่อนไขของการก่อรูปของความรู้การดูแลสุขภาพแบบชีวจิตภายใต้สังคมที่มีระบบการแพทย์แผนปัจจุบันเป็นแพทย์กระแสหลัก
2. ประเด็นที่สอง ศึกษาถึงการก่อรูปการดูแลสุขภาพแบบชีวจิต
สนาม
ผู้ศึกษาได้ศึกษา ด้านฐานคิด ความรู้ และกระบวนการสร้างสถาบัน ที่เกี่ยวข้องการดูแลสุขภาพแบบชีวจิต จากเอกสาร สื่อค่างๆ รวมถึงการสัมภาษณ์ระดับลึก โดยแยกประเภทดังนี้
ประเภทแรก เอกสาร สิ่งพิมพ์เผยแพร่เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพแบบชีวจิต ได้แก่
1. หนังสือการใช้ชีวิตอย่างเข้าใจธรรมชาติ, มะเร็งแห่งชีวิต, ชีวิตเริ่มต้นเมื่อ 70 และกูแน่
2. นิตยสารรายปักษ์ ชื่อ ชีวจิต จำนวน 9 ฉบับ ฉบับที่ 1,2,3,4,5,6,7,15,78
3. หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ตั้งแต่ฉบับวันที่ 2 กันยายน 2544 ถึงวันที่ 8 ตุลาคม 2544 รวม 8 ฉบับ
ประเภทที่สอง สื่อทางวิดิทัศน์ เรื่อง กินอยู่อย่างชีวจิต
ประเภทที่สาม การสัมภาษณ์ระดับลึก จากบุคลที่มีส่วนก่อตั้ง และผู้ป่วยที่ดูแลแบบชีวจิต ของกรุงเทพมหานคร และจังหวัดราชบุรี จำนวน 15 คน
การเข้าสู่สนาม
ผู้ศึกษาศึกษาเอกสาร วิดิทัศน์ และการสัมภาษณ์ระดับลึก (in-depth interview) แนวคำถามลักษณะปลายเปิด มีการขออนุญาตบันทึกเสียง พร้อมจดประเด็นสำคัญในขณะสัมภาษณ์ ทั้งนี้ผู้วิจัยได้ทำแนวคำถามเป็น 3 ชุด เพื่อลักษณะแตกต่างกันคือ แบบสัมภาษณ์สำหรับผู้ป่วย, แบบสัมภาษณ์สำหรับผู้ที่สุขภาพดีที่มาร่วมกลุ่มออกกำลังกาย และแบบสัมภาษณ์ผู้นำกลุ่มออกกำลังกาย
ผลการวิจัย
แม้การดูแลสุขภาพแบบชีวจิตจะสามารถเปิดพื้นที่ขึ้นมาได้แล้วในสังคม แต่การขยายพื้นที่ของชีวจิตมีความยากลำบาก หากพิจารณาถึงการไม่สอดคล้องกับแนวคิดของคนส่วนใหญ่ ที่มองว่าชีวจิตทวนกระแสการแพทย์แผนปัจจุบันไม่ได้ และชีวจิตไม่มีความรู้ที่เป็นศาสตร์ของตนเองรองรับซึ่งความจริงข้อนี้ คือผู้ป่วยที่ได้รับการดูแลแบบอย่างชีวจิตจนหายกลับต้องเดินทางไปโรงพยาบาลอีกครั้ง เพื่อเดินทางไปรับการตรวจจะเครื่องมือแพทย์แผนปัจจุบัน การรักษาแบบชีวจิตที่ต้องพึงตระหนักได้แก่ อาหาร การออกกำลังกาย และการบริหารจิตใจ ต้องควรปฏิบัติทั้งหมด
ความสัมพันธ์ระหว่างเพศสัมพันธ์ก่องแต่งงานในวัยรุ่น.ดุษฎีนิพนธ์การศึกษาดุษฎี
นิมิต มั่งมีทรัพย์.2542. ความสัมพันธ์ระหว่างเพศสัมพันธ์ก่องแต่งงานในวัยรุ่น.ดุษฎีนิพนธ์การศึกษาดุษฎี
บัณฑิต, สาขาพัฒนศึกษาศาสตร์. บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร
คณะกรรมการควบคุม รองศาสตราจารย์ ดร.นภาภรณ์ หะวานนท์
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุรวุฒิ ปัดไธสง
ดร.เจือจันทร์ จงสถิตอยู่
ความสำคัญของปัญหา
เพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงานของวัยรุ่นเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมที่มีความหมายและมีความแตกต่างหลากหลายไปตามบริบทของสังคม ปรากฏการณ์ของการมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงานของวัยรุ่น อาจกล่าวได้ว่าเป็นเรื่องปกติในสังคม โดยเฉพาะสังคมชาติตะวันตก แต่สังคมไทยด้วยตัวบทบาททางขนบธรรมเนียมประเพณีที่เข้มงวดกลับมีจำนวนไม่น้องที่มีการเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร และมีปัญหาเพิ่มจำนวนมากขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งช่วงหมู่วัยรุ่น วัยเรียน แม้ว่าปัจจุบันเรื่องเพศสัมพันธ์ในกลุ่มวัยรุ่นจะมีความแตกต่างหลากหลายไปตามสภาพแวดล้อมและบริบทของสังคม แต่ปัจจัยหนึ่งที่สำคัญและส่งผลต่อปัญหาดังกล่าว เกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจ สังคม ตลอดจนปัจจัยส่วนบุคคลที่ทำให้วัยรุ่นทั้งชายและหญิงมีการพัฒนาด้านร่างกายการเจริญพันธ์อย่างรวดเร็ว ในสังคมไทยถือว่าการมีเพศสัมพันธ์เป็นวัฒนธรรมของเพศชาย เด็ก วันรุ่นชายส่วนใหญ่รู้เรื่องการมีเพศสัมพันธ์จากแหล่งต่างๆ รวมถึงแหล่งเรียนรู้ชีวิตจริง (หญิงขายบริการ) แต่สำหรับการมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงานของผู้หญิงกลับมองว่าไม่ถูกไม่ควร ขัดต่อบรรทัดฐานของสังคมไทย ด้วยการคาดหวังว่ากุลสตรีควรมีการรักนวลสงวนตัว มีความเป็นพรหมจันทร์ก่อนการแต่งงาน ดังนั้นจึงทำให้ตกเป็นข่าวได้ง่ายไม่ว่ากรณีใดที่ผู้หญิงถูกกระทำทางเพศสัมพันธ์ก่อนการแต่งงานอย่างถูกกฎหมายตามจารีตประเพณี จากโครงสร้างดังกล่าวกลับสะท้อนลักษณะมาตรฐานเชิงซ้อนทางเพศดังกล่าวกลับมีผลต่อการควบคุมดูแลระงับพฤติกรรมเพศของวัยรุ่นผู้หญิงน้อยลงไปทุกที ทั้งนี้มีการศึกษาพบว่า เพศชายเริ่มเที่ยวกับหญิงบริการลดลง ในขณะที่ให้ความสนใจกับเพศสัมพันธ์กับคู่รักในกลุ่มวัยรุ่นสูงขึ้น
การทำความเข้าใจเรื่องปรากฏการณ์การมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงานของวัยรุ่น จำเป็นต้องเริ่มจาการทำความเข้าใจกับมโนทัศน์พื้นฐานของความสัมพันธ์ระหว่างเพศ (Gender relation) มีการศึกษาพบว่า โครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเพศเกือบทุกสังคม มักมีลักษณะไม่เสมอภาคยึดถืออำนาจชายเป็นใหญ่ แม้ว่าสังคมไทยจะยอมรับว่าชายหญิงเท่าเทียมกันก็ตามแต่มันก็แค่บางเรื่อง แต่ก็ยังมีเรื่องจำนวนมากที่ไม่มีความทัดเทียมในหมู่เพศ
การศึกษาปรากฏการณ์การมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงานของวัยรุ่นในมิติของกระบวนการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเพศ ยังไม่มีการศึกษาอย่างเป็นระบบในสังคมไทย การศึกษาครั้งนี้น่าจะนำไปสู่ข้อเสนอในระดับเชิงนโยบายเพื่อกระตุ้นเตือนให้กับสังคมไทยในทุกระดับ ทั้งการปรับเปลี่ยนแนวคิด วิธีการ เรื่องเพศระหว่างชายหญิง โดยให้ความใส่ใจในระดับคราวครัวเป็นอย่างแรก จากการปลูกฝังของบิดามารดา และขัดเกลาบุตรหลานให้เข้าใจการเสมอภาคของเพศ ในระดับโรงเรียน สถาบันการศึกษาควรมีการจัดอบรมให้ความรู้ในเรื่องเพศสัมพันธ์ในทิศทางที่ถูกต้อง และในระดับหน่วยงานโดยเฉพาะกระทรวงสาธารณสุขควรปรับปรุงวิธีการ และนโยบายการจัดบริการวางแผนครอบครัวและการให้เพศศึกษาที่ผสมผสานด้านสุขภาพกับประชากร หากแนวคิดดังกล่าวทุกระดับได้นำวิธีการปฏิบัติปรับแก้ปัญหาได้แล้ว ผู้วิจัยเชื่อว่าจะเป็นวิธีแก้ไขปัญหาที่มีพื้นฐานมาจากความไม่เข้าใจอย่างสัมบูรณ์ในเรื่องเพศและโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเพศชายหญิงที่ไม่ทัดเทียว (เช่น การตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ฯลฯ) ในสังคมไทยให้ลดน้อยลงได้
วัตถุประสงค์ของการวิจัย
การวิจัยครั้งนี้ เพื่อศึกษาแบบแผนและกระบวนการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเพศในวัยรุ่น เริ่มตั้งแต่ การรับรู้ความหมายเพศ การกำหนดวิธีการสร้างความสัมพันธ์และการหาเหตุผลต่อรองเพื่อนำไปสู่การบรรลุความสัมพันธ์ของวัยรุ่นชายและหญิง นอกจากนี้ เพื่อต้องการทำความเข้าใจความเกี่ยวข้องสัมพันธ์ระหว่างความสัมพันธ์ระหว่างเพศกับการมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงานว่าวัยรุ่นได้ให้ความหมายกับการมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงานอย่างไร เงื่อนไขใดที่นำไปสู่การมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงานของวัยรุ่นชายและหญิง
ขอบเขตการศึกษา
ผู้วิจัยได้กำหนดขอบเขตของงานวิจัยดังนี้
1. การวิจัยครั้งนี้ต้องการศึกษาผลของการรับรู้ความหมายเพศเฉพาะ ในเรื่องความเป็นเพศชายหญิง คู่สัมพันธ์ทางเพศ เพศสัมพันธ์และความพึงพอใจทางเพศ
2. ผู้วิจัยต้องการศึกษากระบวนการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเพศ ในเรื่องการรับรู้ความหมายเพศ การกำหนดวิธีการ การต่อรองและการลงมือในเรื่องเพศสัมพันธ์
3. ผู้วิจัยจะใช้การศึกษากับกลุ่มวัยรุ่นชายหญิงอายุระหว่าง 13-21 ปี ที่มีภูมิหลังและบริบททางสังคมที่แตกต่างกันได้แก่ ระดับโรงเรียนมัธยมศึกษา อาชีวศึกษา ระดับบุคคลทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
1. ผลการศึกษาจะเป็นแนวทางใหม่เชิงทฤษฎีเรื่องเพศ และการกำหนดนะโยบายความสัมพันธ์ระหว่างเพศ
2. ผลการศึกษาจะเป็นองค์ความรู้ใหม่ เพื่อการสร้างกรอบแนวความคิดพื้นฐาน สำหรับการศึกษาวิจัยเรื่องนี้ในสังคมไทยถือเป็นเรื่องการขายฐานความคิดเรื่องเพศให้มีความกว้างขวางและลึกซึ้ง
3. ผลการศึกษานี้จะสามารถใช้เป็นแนวทางเพื่อปรับทิศทางการศึกษาการสอนเพศทั้งในระบบและนอกระบบ
กรอบความคิดพื้นฐานในการวิจัย
ความสัมพันธ์ระหว่างเพศ และเพศสัมพันธ์ก่อนการแต่งงานของวัยรุ่นเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมที่มีขั้นตอนการเกิดขึ้น และพัฒนาการของขั้นตอนที่ก่อให้เกิดภาวะเงื่อนไข ที่ส่งผลให้ปรากฏการณ์เพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงานดำรงอยู่ได้ ซึ่งเงื่อนไขขั้นตอนและพัฒนาการดังกล่าวมีลักษณะเป็นกระบวนการที่มีความต่อเนื่อง ผันแปรและแตกต่างกันไปตามสถานการณ์และบริบททางสังคมที่มีลักษณะไม่ตายตัว แต่จะเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงตามช่วงระยะเวลา และสถานการณ์ที่ปรากฏการณ์นี้ดำรงอยู่ ดังนั้น ผู้วิจัยจึงใช้แนวทางในการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างเพศ และเพศสัมพันธ์ก่อนการแต่งงานของวัยรุ่น โดยอาศัยแนวคิดทฤษฎีปฏิสัมพันธ์สัญลักษณ์นิยม (symbolic interactionism) ที่มีมีลักษณะพื้นฐานว่าพฤติกรรมของมนุษย์ไม่ได้เป็นการแสดงออกเพื่อการตอบสนองโดยอัตโนมัติต่อสิ่งเร้าเท่านั้น แต่เป็นผลจากการตีความ (interpret) สถานการณ์ของตนเอง และผู้อื่นที่เกิดขึ้นจากกระบวนการปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลที่ประกอบด้วยเหตุปัจจัยและเงื่อนไขที่หลากหลาย
ในการวิจัยครั้งนี้ จึงสนใจที่จะศึกษาปรากฏการณ์เพศสัมพันธ์ก่อนการแต่งงาน จากกระบวนการของความสัมพันธ์ระหว่างเพศ เพื่อความเข้าใจกระบวนการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเพศของวัยรุ่น ที่จะทำให้สามารถอธิบายแบบแผนพฤติกรรมการมีเพศสัมพันธ์ก่อนการแต่งงานของวัยรุ่นภายใต้กรอบการจัดระเบียบความสัมพันธ์ทางสังคมได้ โดยการศึกษาการรับรู้ความหมายของเพศจากกระบวนการขัดเกลาทางสังคมที่ทำให้วัยรุ่นซึมซับและจัดระบบวิธีคิด มีทัศนะต่อเรื่องเพศของตนเองในสถานการณ์ต่างๆ อันนำไปสู่การใช้ยุทธวิธี (strategies) ในการสร้างความสัมพันธ์กับบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับการประเมินสถานการณ์และการสร้างความรู้สึกร่วมต่อการดำรงรักษาความสัมพันธ์ ซึ่งกระบวนการสร้างความสัมพันธ์ตามขั้นตอนดังนี้
1. การรับรู้ความหมายเพศ (Sexuality perception)
1.1 บทเพศ (sexual script)
1.2 การสื่อความหมายเพศจาการสร้างวาทกรรม (sexual discourse)
2. การใช้ยุทธวิธี (Strategies)
3. การต่อรอง (Negotiating)
4. การมีเพศสัมพันธ์ก่อนการแต่งงาน (Pre-marital sex)
สนาม
ประชากรเป้าหมายและพื้นที่ที่ใช้เป็นแหล่งในการศึกษาครั้งนี้ พิจารณาจากเกณฑ์ความเป็นไปได้และความเหมาะสมที่จะได้ข้อมูลที่หลากหลายสอดคล้องตามทฤษฎี จากผู้ให้สัมภาษณ์ที่มีบริบทแวดล้อมแตกต่างกัน และครอบคลุมประเด็นและวัตถุประสงค์ของการวิจัย โดยเป็นแหล่งศึกษาเฉพาะที่อยู่ในเขตปริมณฑลรอบๆ กรุงเทพมหานคร เพื่อการกระจายความเจริญจากสังคมเมืองไปสู่พื้นที่โดยรอบ
การเข้าสู่สนาม
ผู้วิจัยจัดแบ่งประชากรเป้าหมายและพื้นที่ที่ศึกษาโดยยึดหลัก 2 ประการคือ
1. ข้อมูลจากวัยรุ่นที่ศึกษา ได้แก่วัยรุ่นชายหญิงที่มีคุณลักษณะ 3 ประการ คือ วัยรุ่นที่ไม่เคยมีคู่รัก, วัยรุ่นที่กำลังมีคู่รักแต่ไม่มีเพศสัมพันธ์ต่อกัน,วัยรุ่นที่เป็นคู่รักและมีเพศสัมพันธ์กันก่อนแต่งงาน รวมทั้งหมด 20 คน
2. พื้นที่ที่ศึกษา จะเป็นสถานที่ซึ่งวัยรุ่นใช้ชีวิตประจำวันและเป็นสถานที่พบปะและสร้างความสัมพันธ์กับคู่รัก ได้แก่ โรงเรียนมัธยมขนาดใหญ่, วิทยาลัยอาชีวศึกษา,สถาบันอุดมศึกษา และโรงงานแปรรูปอาหารในเขตอำเภออ้อมน้อย จังหวัดนครปฐม
วิธีการศึกษา
ผู้วิจัยใช้วิธีการศึกษาเชิงคุณภาพ โดยการสัมภาษณ์ระดับลึก (Indepth-Interview) ซึ่งมีความยืดหยุ่นสูง ลึกและรอบด้านมาก การได้มาซึ่งข้อมูล ผู้วิจัยได้ใช้แนวคำถาม (Guideline) ซึ่งเป็นคำถามปลายเปิด และกำหนดเป็นสมมุติฐานโดยอาศัยความไวทางทฤษฎีถึงจุดอิ่มตัว (Theortical sensivity) ในประเด็นที่ศึกษา ประกอบด้วย การรับรู้ความหมายเพศ, การกำหนดวิธีการ, การหาเหตุผลต่อรอง และการลงมือปฏิบัติทางเพศ
การเลือกบุคคลผู้ให้สัมภาษณ์
ผู้ให้ข้อมูลหรือผู้ให้สัมภาษณ์ในการวิจัยนี้ ได้แก่
1. ผู้ให้ข้อมูลหรือผู้ให้สัมภาษณ์เป็นนักเรียนนักศึกษาและวัยรุ่นชายหญิงที่ทำงานในโรงงาน มีอายุระหว่าง 13-21 ปี
2. วัยรุ่นชายหญิงซึ่งเป็นผู้ให้สัมภาษณ์มีทั้งผู้ที่ไม่เคยมีคู่รักและกำลังมีคู่รัก ซึ่งวัยรุ่นที่เป็นคู่รักกันก็จะมีทั้งผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ต่อกันและยังไม่มีเป็นคู่รักธรรมดา
ผลการวิจัย
กล่าวได้ว่า สังคมขาดระบบของการพัฒนาความรู้และความคิดเรื่องเพศที่ทำให้วัยรุ่นชายและหญิงมีทัศนะและค่านิยมทางเพศอย่างเสมอภาคและรับผิดชอบ สังคมทำให้ผู้หญิงตกอยู่ในสถานภาพที่เสียเปรียบและต้องพึ่งพาผู้ชายด้วยการยึดถือค่านิยมและบรรทัดฐานสังคมเป็นที่ตั้ง ดังนั้นความไม่เสมอภาคและการขาดจิตสำนึกรับผิดชอบทางเพศ ซึ่งเป็นแก่นแกนของปัญหาเกี่ยวกับเรื่องเพศในสังคมไทย นอกจากจะเป็นผลมาจากการจัดระเบียบของสังคมแล้วยังสะท้อนถึงความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงของการให้เพศศึกษาในระบบการศึกษา
ผู้ชายและผู้หญิง ปัญหาที่เกิดจากความสัมพันธ์ทางเพศบนพื้นฐานของสังคมที่แตกต่างกัน
ผู้ศึกษาพบว่า ความเปลี่ยนแปลงทางสังคมได้สร้างโอกาสและให้อิสระกับวัยรุ่นชายหญิงที่จะคบหาสร้างสัมพันธ์กันได้อย่างใกล้ชิด วัยรุ่นชายและหญิงเปิดเผยตัวกับเพศตรงข้ามทันทีที่ความรู้สึกทางเพศตามธรรมชาติ วัยรุ่นชายให้ความหมายทางเพศของตนเอง ในลักษณะของการมีอิทธิพลเหนือความรู้สึกของผู้อื่น ยึดความพอใจตนเองเป็นที่ตั้ง ในขณะที่ผู้หญิงให้ความหมายทางเพศว่าความรัก ความซื่อสัตย์จริงใจ วัยรุ่นหญิงมักจะกำหนดความหมายคู่สัมพันธ์บนพื้นฐานของความเป็นจริงที่เกี่ยวข้องกับการพึ่งพาชายด้านเศรษฐกิจและสังคมที่นอกเหนือไปจากการตอบสอนงความสุขความพอใจทางเพศในอุดมคติหรือตามจินตนาการของแต่ละคน ผู้หญิงจะเริ่มตกอยู่ในฐานะเสียเปรียบเมื่อเปรียบเทียบกับชายที่รักอิสระ
ผู้ศึกษายังพบว่า กระบวนการสร้างสัมพันธ์หรือความสัมพันธ์ในระยะติดพัน เกิดจากที่วัยรุ่นชายไปอยู่คุยและช่วยเหลืองานผู้หญิงเป็นประจำ สลับกับการนัดหมายพาเที่ยว บางครั้งการแสดงกริยาฝ่ายชายดังกล่าวอาจหมายถึงการคบหาเพื่อเป็นหนทางการเลือก อาจไม่หวังผลหรือคิดจริงจังอะไร เมื่อเปรียบกับฝ่ายหญิงที่ตัดสินใจเลือกผู้ชายคนที่ช่วยงาน พาเที่ยวเป็นแฟนหรือคู่รัก และยังยึดมั่นซื้อสัตย์กับคนนั้นเพียงคนเดียว
เพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงาน ความได้เปรียบของชายที่ผู้หญิงต้องตัดสินใจเลือก
ผู้ศึกษาพบว่า แม้ว่าผู้หญิงจะเลือกว่าชายคนนี้เป็นแฟนหรือคู่รัก แต่ก็เกิดขบวนการขัดแย้งต่อกระบวนการปลูกฝังค่านิยม บรรทัดฐานสังคมจึงทำให้มีผลต่อความรู้สึกสับสนและขัดแย้ง หากผู้หญิงเมินเฉยก็อาจเป็นเหตุให้ฝ่ายชายเลิกและหาคู่รักใหม่จนเป็นเหตุทำให้สังคมมองว่าเป็นหญิงไม่ดี โดนทิ้ง หรือถ้าเป็นฝ่ายยอมก่อนแต่งงานก็กลับกลายว่าคุณค่าของตนเองลด และหมดอนาคต ดังนั้นผู้หญิงจึงเสียบเปรียบทั้งขึ้นทั้งร่อง
กล่าวสรุป จากผลการศึกษาแสดงว่า ภาพสะท้อนสังคมไทยจากความคิดและค่านิยมในความสัมพันธ์ระหว่างเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงานของวัยรุ่น แสดงให้เห็นว่าสังคมไทยยังคงยอมรับและเชื่อในบรรทัดฐานซ้อนด้านเพศอย่างชัดเจน แม้ว่าประเทศไทยจะเปิดโอกาสให้ชายหญิงมีความใกล้ชิดมากขึ้น แต่สังคมมิได้จัดกลไกใดรองรับป้องกันปัญหาอันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการยึดถือค่านิยมและบรรทัดฐานเดิมเป็นที่ตั้ง เท่ากับว่าสังคมยอมเปิดโอกาสให้ชายเอารัดเอาเปรียบทางเพศกับผู้หญิงโดยไม่รับผิดชอบได้มากขึ้น การแก้ไขปัญหาดังกล่าวจึงจำเป็นต้องมีความรู้รอบด้าน เชิงลึกซึ้งกระบวนการขัดเกลาอุดมคติ ทัศนภาพที่มีต่อเรื่องเพศในแนวคิดใหม่ที่เน้นการเสริมสร้างความเข้มแข็งความเสมอภาคในการให้ความรู้เรื่องเพศ และความสัมพันธ์ระหว่างเพศ ที่เกิดจากทุกคน ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องร่วมมือกันแล้ว เชื่อว่าจะเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพทางหนึ่งในการแก้ปัญหาอันเนื่องมาจากเรื่องเพศในสังคมให้ลดลงได้
ข้อสรุปเชิงทฤษฎี
การศึกษานี้ ผู้วิจัยได้ตั้งกรอบความคิดของกระบวนสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเพศและการมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงานในวัยรุ่น โดยเริ่มต้นขั้นตอนการรับรู้ความหมายเพศ การกำหนดวิธีการหาเหตุผลต่อรองและการลงมือปฏิบัติการสร้างความสัมพันธ์ทางเพศ ซึ่งผู้วิจัยได้สรุปให้เห็นเป็นขั้นตอนดังนี้
1. กระบวนการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเพศและการมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงานในวัยรุ่น
1.1 การรับรู้ความหมายเพศและความสัมพันธ์ต่างเพศ
1.2 ความรู้สึกว่าตนเองมีอำนาจเหนือกว่าหรือต่ำกว่าคู่สัมพันธ์
1.3 การกำหนดบทเพศและวิธีการให้ตนเอง
1.4 การกำหนดวิธีการจัดการกับความรู้สึกนึกคิดของตนเองที่ผูกพันอยู่กับค่านิยมบรรทัดฐานสังคม
1.5 ลงมือปฏิบัติการสร้างความสัมพันธ์กับเพศตรงข้ามตามที่ตนเองกำหนดไว้
2. ข้อสรุปทฤษฎีผลการวิจัย การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเพศในวัยรุ่น
2.1 เงื่อนไขปัจจัยของการรับรู้ความหมายเพศ ได้แก่ บทเพศ และ วาทกรรมเพศ
2.2 การกำหนดความความหมายคู่สัมพันธ์ทางเพศ
2.3 การกำหนดวิธีการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเพศ ได้แก่ การเลือกคู่สัมพันธ์, การคิดต่อสัมพันธ์ และการสร้างสัมพันธ์
2.4 การลงมือปฏิบัติการสร้างความสัมพันธ์กับเพศตรงข้าม
3. ข้อสรุปเชิงทฤษฎีจากผลการวิจัย การมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงาน
3.1 เงื่อนไขปัจจัยของการสร้างความสัมพันธ์กับเพศตรงข้าม ได้แก่ อารมณ์ความรักความต้องการทางเพศ และต้องการพึ่งพา
3.2 การรับรู้ความขัดแย้งภายในตนกับความคาดหวังที่สังคมกำหนด
3.3 การหาเหตุผลต่อรองเพื่อกำหนดทางเลือกให้กับตนเอง
3.4 กำหนดความหมายให้กับการมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงาน
3.4.1 ผลดีมากกว่าผลเสีย และยินยอมให้เกิดขึ้น
3.4.2 ผลเสียมากกว่าผลดี และไม่ยินยอมให้เกิดขึ้น
ปฏิบัติการความรุนแรงต่อตัวตนของนักเรียน
ปฏิบัติการความรุนแรงต่อตัวตนของนักเรียน
วัลยา ภูมิภักดีพรรณ. (2547). ปฏิบัติการความรุนแรงต่อตัวตนของนักเรียน. ปริญญานิพนธ์ กศ.ด. สาขาพัฒนศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
ความสำคัญของปัญหา
ความรุนแรงมิได้ถูกจำกัดเพียงการแสดงออกภายนอก เป็นรูปธรรมทางร่างกาย แต่รวมถึงการกระทำอันเป็นผลสืบเนื่องจากการใช้อำนาจทางลบของบุคคลที่มีอำนาจเหนือกว่า เช่น การปิดกั้น การจำกัดขอบเขต สิทธิเสรีภาพ และลดลอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เป็นความรุนแรงลักษณะแอบแฝงซึ่งมักไม่ได้รับการตระหนักถึง การกระทำความรุนแรงต่อตัวตนของนักเรียนซึ่งมีความหลากหลายให้ตกอยู่ภายใต้มาตรฐานเดียวที่ถูกกำหนดขึ้นในพื้นที่การเรียนรู้ในสถานศึกษา ซึ่งการสร้างอัตลักษณ์ดังกล่าวเป็นการกดทับ ปิดกั้นศักยภาพการเรียนรู้ของผู้เรียนที่มีลักษณะเฉพาะตน กลายเป็นผลผลิตที่สถาบันสร้างให้เป็นไปตามความต้องการของสังคมภายใต้อำนาจของผู้ที่เหนือกว่า โดยอ้างการถือสิทธิอันชอบธรรมในการกระทำความรุนแรงอย่างแยบยล ภายใต้กฎเกณฑ์ที่ถูกกำหนดโดยการยอมรับของสมาชิกในสังคมผ่านการอ้างความรู้และความหวังดีในการออกแบบกฏเกณฑ์ต่าง ๆ ขึ้นมาครอบงำนักเรียน ในพื้นที่ที่เชื่อว่าให้ความอบอุ่นและเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ ความรุนแรงเกิดขึ้นไม่ปรากฏผลบนร่างกาย แต่ปรากฏผลต่อสภาพจิตใจ และจิตวิญญาณของมนุษย์ ผ่านกระบวนการและการปฏิบัติ ซึ่งปรากฏในหลายวิธี เช่น ลักษณะการกดขี่ ข่มขู่ ให้กระทำ/ไม่กระทำ สิ่งหนึ่งสิ่งใดอย่างไม่เต็มใจ โดยทำให้รู้สึกอับอาย เสียใจ ไร้คุณค่า การได้รับการยอมรับ/ไม่ยอมรับ หรือรู้สึกผิด เพื่อง่ายต่อการนำไปสู่การควบคุมทางสังคม รับใช้ระยยผู้มีอำนาจเหนือกว่า ซึ่งสามารถลดการต่อต้านได้อย่างเบ็ดเสร็จ การควบคุมนี้มีการส่งผ่านอำนาจอย่างเป็นขั้นตอนเพื่อให้ความรุนแรงเกิดประสิทธิภาพอย่างแนบเนียนที่สุด นักเรียนที่ผ่านระบบการศึกษามาแล้ว จึงกลับสู่สังคมด้วยทัศนคติที่ถูกตีตราจากระบบว่าล้มเหลวหรือประสบความสำเร็จ และความดีงามของการเป็นมนุษย์ตามมาตรฐานที่สถาบันกำหนดขึ้น
คำถามวิจัย
ระบบโรงเรียนได้สถาปนาอัตลักษณ์ทางสังคมของนักเรียนขึ้นมาได้อย่างไรและการสถาปนานี้ได้กระทำความรุนแรงต่อตัวตนของนักเรียนอย่างไร
จุดประสงค์
เพื่อเผยกระบวนการสร้างอัตลักษณ์ทางสังคมผ่านการจัดระเบียบ/กฏเกณฑ์และวินัย รวมทั้งการจัดการภายในสถาบันการศึกษาเพื่อให้นักเรียนเป็นไปอย่างที่ต้องการ ตลอดจนศึกษาปฏิบัติการกระทำความรุนแรงต่อตัวตนของนักเรียน
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
เผยให้เห็นความแยบยลและซับซ้อนของอำนาจและความรู้ที่สร้างความรุนแรงกับนักเรียนในระบบโรงเรียน ผลการศึกษามีนัยยะต่อการกำหนดทิศทางการจัดการศึกษา
วิธีวิจัย
ศึกษาอัตชีวประวัติ (Autobiography) ซึ่งเป็นการศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยมีจุดประสงค์เพื่อทำให้เกิดความเข้าใจต่อสถานการณ์และเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เป็นประสบการณ์เฉพาะของแต่ละบุคคล ค้นหาความจริงที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในตัวบุคคลแต่ละคนที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันมีความเกี่ยวข้องเนื่องกับบุคคลอื่น ๆ ตั้งแต่วัยเด็ก ซึ่งถูกเก็บรวบรวมอย่างต่อเนื่องจากอดีตสู่จุดยืนของชีวิตในปัจจุบัน กลายเป็นความรู้ที่มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ของบุคคลนั้น ๆ
สนาม
ผู้ให้เรื่องราวชีวิต เป็นนักเรียนมัธยมศีกษาปีที่ 1-6 ซึ่งเป็นผู้ได้รับการตีตราจากสังคมในรูปแบบที่หลากหลาย (เด็กเรียนเก่ง/ เรียนไม่เก่ง เด็กดี/เด็กเกเร เก่งกีฬา เก่งกิจกรรม เก่งดนตรี หรือมีความสามารถพิเศษต่าง ๆ และอาจารย์ที่ทำหน้าที่ต่าง ๆ กันไปในโรงเรียน ซึ่งมีผู้ให้ตัวบทจำนวน 34 คน แบ่งเป็นนักเรียนจำนวน 25 คน และอาจารย์จำนวน 9 คน
ผลการศึกษา
การสร้างอัตลักษณ์ทางสังคมภายใต้มาตรฐานเดียวภายในโรงเรียนนั้นกดทับ/ปิดกั้นศักยภาพการเรียนรู้ของผู้เรียนที่มีลักษณะเฉพาะตน กลายเป็นคนที่มีอัตลักษณ์ทางสังคมที่ถูกสร้างขึ้นจากผู้มีอำนาจเหนือกว่าภายในสถาบันการศึกษา ความรุนแรงเกิดขึ้นเมื่อผู้ใหญ่ใช้อำนาจบังคับลักษณะเฉพาะแห่งตน ให้กลายมาเป็นวัตถุที่ถูกควบคุมด้วยมาตรฐานสำหรับการสืบทอดอำนาจเพื่อการควบคุมต่อไป ด้วยกระบวนการตอกย้ำให้ผู้เรียนปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ ข้อบังคับผ่านกิจวัตรประจำวัน มีการให้รางวัลหากทำได้ตามที่คาดหวังและลงโทษหากไม่ปฏิบัติตาม จึงเป็นการครอบงำผู้เรียนทั้งร่างกายและความนึกคิดให้เป็นมนุษย์ที่ไม่ตระหนักและไม่สามารถเข้าถึงความปรารถนาแห่งตน ทั้งยังไม่สามารถที่จะเชื่อมโยงสิ่งที่ตนเองเรียนรู้ให้เข้ากับสภาวะการดำรงอยู่ ศักยภาพและความปรารถนาที่จะเรียนรู้ชีวิตในมิติอื่นของผู้เรียน ถูกสกัดกั้นให้ไม่ได้รับ
การพัฒนาอย่างเต็มที่ ส่งผลต่อการลดทอนศักยภาพของความเป็นมนุษย์
วงศาวิทยาการศึกษาไทย
วงศาวิทยาว่าด้วยระบบการศึกษาไทย
ศรีชัย พรประชาธรรม.2547. วงศาวิทยาว่าด้วยระบบการศึกษาไทย.ดุษฎีนิพนธ์การศึกษาดุษฎี
บัณฑิต, สาขาพัฒนศึกษาศาสตร์. บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
วัตถุประสงค์
การศึกษานี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อตอบปัญหาการวิจัยโดยกำหนดวัตถุประสงค์การศึกษา
ดังนี้ เพื่อใช้วิธีการวงศาวิทยาในการวิเคราะห์ระบบการศึกษาไทยซึ่งถูกจัดขึ้นตามทัศนะพื้นฐานในการมองโลก ว่าจะเผยให้เห็นกระบวนการสร้าง/สถาปนาความรู้ และการใช้อำนาจผ่านสถาบันวินัย/สาขาวิชาการ กฎเกณฑ์ และกิจกรรมต่างๆ ของระบบการศึกษาในแต่ละยุคสมัย
ปัญหาการวิจัย
วิธีการวงศาวิทยาจะเผยให้เห็น ภาพยุคสมัย (episteme) ของระบบการศึกษาไทยนับจากอดีตถึงปัจจุบันว่ามีความต่างไปจากการศึกษาเชิงประวัติศาสตร์แนวจารีตได้อย่างไร และในแต่ละยุคสมัยมีกระบวนการสร้าง/สถาปนาความรู้ขึ้นมาเป็นวาทกรรมหลักของชุมชนได้อย่างไร
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
1. ผลการศึกษาวิจัยจะเผยให้เห็นภาพระบบการศึกษาที่มีวาทกรรมและภาคปฏิบัติการ
ที่แตกต่างกันออกไปจากประวัติศาสตร์การศึกษาแนวจารีต
2. ผลการวิจัยช่วยในการสืบสาวกระบวนการสร้าง/สถาปนาความรู้ที่ทรงอำนาจอยู่ใน
ชุมชน สังคม อันเป็นการวิจัยระบบการศึกษาเชิงประวัติศาสตร์ยุคหลังสมัยใหม่ที่เป็นมิติใหม่ของการศึกษาประวัติศาสตร์ไทย
สนาม
สนามของวาทกรรม เป็นการวิเคราะห์เอกสารเพื่อศึกษาข้อมูลเบื้องต้น ทำการวิเคราะห์ตัวบท สืบสาวการก่อรูปของวาทกรรมชุดต่างๆ แล้วจึงเจาะจงชุมชนที่เก่าแก่ ในตำบลสวรรคโลก จังหวัดสุโขทัย
ผลการศึกษา
เป็นความรู้ที่ได้จากการสนทนา โดยมีฐานคิดจากชาวบ้าน ว่าการสร้างความรู้เพื่อการดำรงชีวิต เมื่อระบบการศึกษาสมัยใหม่ส่งผ่านโรงเรียนเข้าสู่ชุมชน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเป็นศาสตร์ที่มีมาตรฐานสูงกว่าความรู้ชาวบ้าน โดยแพร่เข้ามาอย่างแยบยลและชาวบ้านได้สร้างองค์ความรู้ด้วยการฟื้นฟูความรู้ดั้งเดิมมาใช้ โดยผสมผสานความรู้สมัยใหม่กับภูมิปัญญาท้องถิ่นเดิม
การทำร้ายภรรยา
ความรุนแรงในครอบครัว : การศึกษาการทำร้ายร่างกายภรรยา
โชติมา กาญจนกุล.2540. ความรุนแรงในครอบครัว: การศึกษาการทำร้ายร่างกายภรรยา.ดุษฎีนิพนธ์การศึกษาดุษฎีบัณฑิต, สาขาพัฒนศึกษาศาสตร์. บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
วัตถุประสงค์
การศึกษานี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อการศึกษาว่าความรุนแรงในครอบครัวเกิดขึ้นได้อย่างไร มีกระบวนการเกิดอย่างไร มีการดำรงอยู่อย่างไร และมีการยุติความรุนแรงอย่างไร โดยมุ่งศึกษาลึกในแต่ละส่วน ดังนี้
1. การศึกษากระบวนการการเกิดความรุนแรง จะมุ่งศึกษาในประเด็นต่อไปนี้คือ
1.1 บริบททางสังคม และลักษณะความสัมพันธ์ของสามีภรรยา
1.2 การให้ความหมายการกระทำรุนแรงจากภรรยาและบุคคลที่มีส่วนรับรู้ความรุนแรง
1.3 ปฏิกิริยาที่ภรรยามีต่อความรุนแรงครั้งแรก
2. การศึกษาการดำรงอยู่ของความรุนแรง จะมุ่งศึกษาในหัวข้อต่อไปนี้ คือ
2.1 กระบวนการเกิดความรุนแรงครั้งที่สอง และกระบวนการเกิดการกระทำรุนแรงซ้ำ
2.2 การให้ความหมายการกระทำรุนแรงครั้งที่สอง และการกระทำรุนแรงซ้ำจาก
ภรรยา และเงื่อนไขที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการให้ความหมาย
2.3 การแสวงหาการสนับสนุนทางสังคมของภรรยา และการสนับสนุนทางสังคมที่ได้รับ
3. การศึกษาการยุติความรุนแรง จะมุ่งศึกษาในหัวข้อต่อไปนี้ คือ
3.1 เงื่อนไขหรือปัจจัยที่ทำให้ภรรยาตัดสินใจยุติความรุนแรง ในรูปแบบต่างๆ
3.2 กระบวนการยุติความรุนแรงรูปแบบต่างๆ
3.3 การสนับสนุนทางสังคมที่ได้รับขณะยุติความรุนแรง
ขอบเขตการศึกษา
การศึกษาครั้งนี้ เป็นการศึกษาแบบย้อนประสบการณ์ (expost facto approach) เนื่องจากมิอาจศึกษาแบบติดตามได้ เพราะปรากฏการณ์การทำร้ายภรรยาไม่สามารถคาดเดาล่วงหน้าได้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ และกับคู่สมรสคู่ใด และในการศึกษาผู้วิจัยเจาะจงเลือกเฉพาะภรรยาที่ตัดสินใจเปิดเผยเรื่องราวต่อสาธารณะด้วยตนเอง เนื่องจากการทำร้ายร่างกายภรรยามักเกิดขึ้นในครอบครัวอันเป็นสถานที่ที่มีความเป็นส่วนตัวสูง และหากภรรยาไม่เต็มใจที่จะเปิดเผยเหตุการณ์ต่อสังคมภายนอก ก็เป็นการยากที่จะเข้าไปศึกษา
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
การศึกษาเพื่อมุ่งตอบคำถามว่า การกระทำรุนแรงต่อภรรยาที่เกิดขึ้น ดำรงอยู่ และยุติลงได้อย่างไร จะทำให้เกิดประโยชน์ดังนี้
1. สามารถอธิบายปรากฏการณ์เชิงสาเหตุได้อย่างชัดเจน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อแนวทางในการกำหนดนโยบายสาธารณะ และกฎหมาย เพื่อป้องกันการกระทำรุนแรงต่อภรรยา และหาแนวทางสนับสนุนให้การยุติการกระทำรุนแรงต่อภรรยาเป็นไปอย่างถูกต้อง ตรงตามสาเหตุของปัญหา
2. ผลักดันให้ภรรยาที่ถูกกระทำรุนแรง มีแนวทางการแก้ไขปัญหาหลากหลายรูปแบบ โดยการเสนอทางเลือกและโอกาสในการรับรู้ช่องทางในการขอความช่วยเหลือจากแหล่งทรัพยากรภายนอกสถาบันครอบครัว หรือชุมชนมากขึ้น
3. การจัดการให้ความรู้แก่หน่วยงานบริการทางสังคม ทั้งของรัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องกับปัญหา ทำได้อย่างมีประสิทธิภาพภายใต้การมองปัญหาที่ถูกต้องปราศจากอคติ
4. เป็นแนวทางให้การศึกษาแก่สมาชิกของสังคม เพื่อพัฒนาให้เกิดการยอมรับว่ามนุษย์มีศักดิ์ศรีสิทธิเท่าเทียมกันแม้จะต่างเพศกัน เกิดการยอมรับนับถือผู้อื่น และยุติการถ่ายทอดความรุนแรงให้แก่สมาชิกของสังคมรุ่นต่อไปด้วย
สนาม
ประชากรที่ใช้ในการศึกษา คือ ภรรยาที่ตกเป็นเหยื่อการกระทำรุนแรงทางร่างกายจากสามี และได้ตัดสินใจยุติปัญหาในรูปแบบต่างๆกัน ในเขตกรุงเทพมหานคร และแหล่งที่สอง คือ ฑัณฑสถานเนื่องจากเป็นสถานที่คุมขังภรรยาที่ถูกตัดสินลงโทษให้จำขัง เนื่องจากการตอบโต้จากกรณีถูกสามีทุบตีจนเป็นเหตุให้สามีได้รับบาดเจ็บหรือถึงแก่ชีวิต โดยผู้วิจัยใช้วิธีการสัมภาษณ์ระดับลึก (in depth interview)
ผลการศึกษา
พบว่า การทำร้ายร่างกายของภรรยาเกิดขึ้นทุกช่วงเวลาที่อยู่ร่วมกัน โดยจุดเริ่มต้นเกิดจากการเผชิญปัญหาของครอบครัว จนก่อให้เกิดปฏิสัมพันธ์เชิงลบต่อกัน และถ้าหากเรื่องราวถูกเปิดเผยต่อบุคคลที่สามจะทำให้เกิดความกดดันกับสามี และการกระทำซ้ำจะเกิดขึ้นต่อจากการกระทำครั้งแรก และมีความรุนแรงขึ้น ช่วงเวลาและภาวะการกระทำรุนแรงซ้ำจะขึ้นอยู่กับแรงสนับสนุนทางสังคม ภรรยายุติความรุนแรงระหว่างการกระทำซ้ำโดยการ หลบหนี พึ่งพากฎหมาย และการฆ่าสามี