วันอังคารที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2553

ผลการศึกษาดูงานวิทยาลัยชุมชน ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา

รายงานสรุปการเข้าร่วม


โครงการเสริมสร้างวิสัยทัศน์และประสบการณ์

ด้านการจัดการศึกษาชุมชนสำหรับผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

ระหว่างวันที่ ๘ –๑๕ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๓

ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา





ความเป็นมา

องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นรากฐานสำคัญที่มีบทบาทต่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ ดังเห็นได้จากพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่ให้มีการกระจายอำนาจการจัดการศึกษาสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีหน้าที่ส่งเสริมและฝึกเพื่อให้สามารถประกอบอาชีพ ตลอดจนจัดการศึกษาเพื่อเป็นประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่น



ในการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง (พ.ศ.๒๕๕๒ - ๒๕๖๑) สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ได้เสนอวิสัยทัศน์สำหรับการปฏิรูปการศึกษาว่าคนไทยได้เรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา การเพิ่มโอกาสทางการศึกษาและเรียนรู้และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เพื่อให้คนไทยทุกคนได้เรียนรู้ตลอดชีวิตทั้งในระบบ นอกระบบและตามอัธยาศัยอย่างมีคุณภาพในทุกระดับ/ประเภทการศึกษา โดยมีมาตรการในการปฏิรูปการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น คือ มาตรการการส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีบทบาทมากขึ้น ทั้งในการจัดการศึกษาและเรียนรู้ และการสนับสนุนการศึกษาและเรียนรู้ตามความต้องการของประชาชนในท้องถิ่น รวมทั้งการพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่นที่เชื่อมโยงกับภูมิปัญญา ทรัพยากร วัฒนธรรมท้องถิ่น ชุมชนเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและความเข้มแข็งของชุมชน และมาตรการการส่งเสริมการจัดตั้งวิทยาลัยชุมชน เพื่อให้สามารถเป็นกลไกสนับสนุนการพัฒนา เสริมสร้างความเข้มแข็งและตอบสนองความต้องการของชุมชนท้องถิ่น นอกจากนี้จากการวิจัยของสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ที่ศึกษาเพื่อพัฒนานโยบายส่งเสริมการจัดการศึกษาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในปีพ.ศ.๒๕๕๐ ได้ให้ข้อเสนอแนะที่สำคัญไว้ว่า ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควรแสวงหาการเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเองให้มีความรู้ และความสามารถในการจัดการศึกษาให้มากขึ้น โดยการเข้าร่วมประชุมสัมมนา แลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์กับบุคคลและหน่วยงานต่าง ๆ ตลอดจนการศึกษาดูงาน รวมถึงศึกษาต่อทั้งในและต่างประเทศ ด้วยเหตุนี้คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ในฐานะสถาบันอุดมศึกษาที่มีทั้งองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านการศึกษา ได้เห็นถึงความสำคัญดังกล่าว จึงจัดโครงการเสริมสร้างวิสัยทัศน์และประสบการณ์ด้านการจัดการศึกษาชุมชนสำหรับผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขึ้น เพื่อส่งเสริมและเปิดโอกาสให้ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้พัฒนาความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับแนวคิดการจัดการศึกษาแก่ชุมชนและวิทยาลัยชุมชนในภาพรวม รวมถึงได้รับประสบการณ์ตรงจากวิทยาลัยชุมชนที่ประสบความสำเร็จและได้รับการยอมรับว่าเป็นแบบปฏิบัติที่ดี (Good practice) ซึ่งผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สามารถนำแนวคิดมาปรับประยุกต์ใช้ในการดำเนินงานจัดการศึกษาให้แก่ท้องถิ่นที่ตนเองรับผิดชอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนาคนและท้องถิ่นในระยะยาว



วัตถุประสงค์

๑) เพื่อเสริมสร้างวิสัยทัศน์ของผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อดำเนินภารกิจด้านการจัดการศึกษาให้แก่ชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

๒) เพื่อให้ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและเพิ่มพูนประสบการณ์ด้านการจัดการศึกษาชุมชนกับบุคคลและสถาบันการศึกษาในต่างประเทศ

๓) เพื่อให้ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้เห็นตัวอย่างที่มีการปฏิบัติที่ดีเพื่อนำไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับการจัดการศึกษาของชุมชน

๔) เพื่อสานสัมพันธ์เครือข่ายผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการใช้ประโยชน์ร่วมกันในด้านการจัดการศึกษาสำหรับชุมชน



ผู้เข้าร่วมโครงการ

ผู้บริหารระดับสูงขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้แก่ นายกเทศมนตรี นายกองค์การบริหารส่วนตำบล ประธานสภาเทศบาล ประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบล ปลัดเทศบาล ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล รองปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดและผู้อำนวยการกอง จำนวน ๒๑ คน ดังรายนามต่อไปนี้

๑. นายโกวิทย์ เจริญนนทสิทธิ์ นายกเทศมนตรีเมืองบางบัวทอง

๒. นายทรงพล โกวิทศิริกุล นายกเทศมนตรีเมืองหนองคาย

๓. นายประสิทธิ์ โอภาสทิพากร นายกเทศมนตรีเมืองกาญจนบุรี

๔. นายสุรสิทธิ์ กังวลกิจ นายกเทศมนตรีเมืองบ้านบึง

๕. ดร.อติเทพ จริยเวชช์วัฒนา นายกเทศมนตรีเมืองบ้านฉาง

๖. นายอนุสรณ์ ลักษณลม้าย นายกเทศมนตรีเมืองอรัญญประเทศ

๗. นายสุภชัย งามสุคันธ์รัตนา นายกเทศมนตรีตำบลเขาฉกรรจ์

๘. นายกิจก้อง นาคทั่ง นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบางรักพัฒนา

๙. นายชนินทร์ ธรรมชูเชาวรัตน์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเสาธงหิน

๑๐.นายบรรเทิง พุ่มไสว นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบางแม่นาง

๑๑.นางสาวปราณี จิวเฉลิมมิตร ประธานสภาเทศบาลตำบลเขาฉกรรจ์

๑๒.นายปรารถนา พันธ์อุฬาร ประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบลเสาธงหิน

๑๓.นายเดช อิงคสิทธิ์ ปลัดเทศบาลเมืองบางบัวทอง

๑๔.นายสมชาย ตระการกีรติ ปลัดเทศบาลเมืองอรัญญประเทศ

๑๕.นางสาวสุวพักตร์ สังขมณี ปลัดเทศบาลตำบลเขาฉกรรจ์

๑๖.นายเทอดเกียรติ สุกใส รองปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดแม่ฮ่องสอน

๑๗.ว่าที่ร้อยเอกวชิระ เจริญศรี ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลบางแม่นาง

๑๘.นางอรุณี สุทธิเวช ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลบางรักพัฒนา

๑๙.นางจุรีรัตน์ หริรักษ์ ผู้อำนวยการกองการศึกษาเทศบาลเมืองบางบัวทอง

๒๐.นางพรเพ็ญ อยู่สุข ผู้อำนวยการกองสาธารณสุขเทศบาลเมืองบางบัวทอง

๒๑.นางกาญจนา เจริญนนทสิทธิ์ ผู้แทนชุมชนเทศบาลเมืองบางบัวทอง



ระยะเวลา

ระหว่างวันที่ ๘ - ๑๕ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๓ รวม ๘ วัน



กิจกรรม

๑. ศึกษาดูงานเกี่ยวกับการจัดการศึกษาวิทยาลัยชุมชน ณ Aims Community College มลรัฐโคโรลาโด ประเทศสหรัฐอเมริกา โดย Dr. Marilynn ”Marsi’ Liddell อธิการบดี Dr.Walt Richter (Board of Trustees) และ ดร.สมพล ดวงล้อมจันทร์ อดีตอาจารย์ Aims Community College

๒. ศึกษาดูงานเกี่ยวกับการจัดการศึกษาโรงเรียนในชุมชน ณ University Schoolsมลรัฐโคโรลาโด ประเทศสหรัฐอเมริกา โดย Sherry Gerner ผู้อำนวยการโรงเรียน Paul Kirkpatrick ครูใหญ่ฝ่ายมัธยมศึกษาตอนต้น Holly Sample ครูใหญ่ฝ่ายมัธยมศึกษาตอนปลาย และคณะกรรมการสถานศึกษา

๓. อภิปรายเกี่ยวกับวิทยาลัยชุมชน : บทบาทใหม่ที่ท้าทายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยรองศาสตราจารย์ ดร.มนตรี แย้มกสิกร คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา และดร.สมพล ดวงล้อมจันทร์ อดีตอาจารย์ Aims Community College



สรุปสาระความรู้



๑. แนวคิดเกี่ยวกับวิทยาลัยชุมชน

วิทยาลัยชุมชน เป็นสถานศึกษาระดับอุดมศึกษาระยะต้นที่จัดการศึกษาเพื่อผู้เรียนในชุมชนอย่างทั่วถึงโดยมุ่งสู่การประกอบอาชีพหรือสู่ปริญญาที่สูงขึ้น วิทยาลัยชุมชนจึงต้องกำหนดเป้าหมายให้ชัดว่า เป็นสถาบันการศึกษาที่ตอบสนองความต้องการของชุมชนในการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม การจัดตั้งวิทยาลัยชุมชนให้เป็นระบบอุดมศึกษาที่มีความหมายต่อชุมชนอย่างแท้จริง จึงควรตระหนักว่า วิทยาลัยชุมชนควรมีการจัดการศึกษาและจัดการเรียนการสอนอย่างไร จึงจะตอบสนองต่อความต้องการของชุมชน กลุ่มเป้าหมายของวิทยาลัยชุมชนคือใคร ปัจจัยความสำเร็จของวิทยาลัยชุมชนคืออะไร

หลักสูตรและการจัดการศึกษาของวิทยาลัยชุมชนจะต้องสร้างความเป็น Niche ของวิทยาลัยชุมชนขึ้นมา “Niche” หมายถึง ความมีตัวตนที่มีความเฉพาะเจาะจงหรือมีการออกแบบเฉพาะ (Tailor made) หรือยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ หรือมีการ Customization ให้เหมาะให้พอดีกับความเป็นวิทยาลัยชุมชน โดยทั่วไปจุดเน้นหลักสูตรการศึกษาของวิทยาลัยชุมชนมี ๓ แกน ดังนี้

แกนที่ ๑ หลักสูตรอนุปริญญาที่เน้นด้านวิชาการเป็นหลัก แกนวิชาการคือแกนที่นำไปสู่การต่อยอด ซึ่งแกนวิชาการหากวิเคราะห์จะพบว่าวิทยาลัยชุมชนเป็นส่วนหนึ่งของสถาบัน อุดมศึกษา แกนนี้ควรจะเป็นแกนหลักหรือไม่ ควรตั้งประเด็นหลักสูตรที่เปิดโดยใช้แกนวิชาการอนุปริญญาเพื่อการต่อยอดไประดับปริญญาตรี ควรจะเป็นร้อยละเท่าไรของอนุปริญญาที่กำลังจัดในแต่ละวิทยาลัยชุมชน

แกนที่ ๒ หลักสูตรอนุปริญญาที่เน้นด้านวิชาชีพเป็นหลัก หลักสูตรที่สำเร็จแล้วสามารถออกไปประกอบวิชาชีพได้ วิชาชีพนี้ไม่ได้หมายถึงวิชาชีพในด้านรวม เช่น วิชาชีพทางแพทย์ แต่เป็นเพียงพื้นฐานของการก้าวเข้าสู่วิชาชีพ แต่ในระดับหนึ่งของวิชาชีพบางประเภท อนุปริญญาสามารถที่จะไปประกอบวิชาชีพในส่วนนั้นได้ซึ่งจำเป็นต้องดำเนินการศึกษาวิเคราะห์

แกนที่ ๓ เป็นหลักสูตรเพื่อพัฒนาอาชีพที่มีความหลากหลาย แต่ต้องเป็นอาชีพจริงที่จบไปแล้ว ต้องรับรองว่าผู้สำเร็จการศึกษามีความรู้ มีทักษะและมีทัศนคติที่พร้อมจะประกอบอาชีพนั้น ๆ ส่วนนี้ยังไม่มีความเด่นชัดในเรื่องของหลักสูตรของวิทยาลัยชุมชน เพราะว่าหลักสูตรแกนวิชาการก็ดี แกนวิชาหลักก็ดี นำไปสู่ความพยายามที่จะพัฒนาไปสู่ระดับปริญญาตรีที่ตอบสนองความต้องการชุมชน สำเร็จการศึกษาแล้วสามารถประกอบอาชีพได้ไม่ว่าจะเป็นวุฒิการศึกษาใด แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นแต่อนุปริญญา การสร้างอาชีพยังคงเป็นจุดที่ขาดความชัดเจนในส่วนของบทบาทของวิทยาลัยชุมชน



โดยทั่วไป วิทยาลัยชุมชน มีแนวนโยบายหลักในเชิงบริหารจัดการ ดังนี้

๑) ตอบสนองการพัฒนาชุมชน ตั้งแต่ระดับจังหวัด อำเภอ เทศบาลองค์การบริหารส่วนจังหวัด และองค์การบริหารส่วนตำบล

๒) กำหนดนโยบายให้ชุมชนมีส่วนร่วม วิทยาลัยชุมชนควรรับฟังความต้องการของชุมชนท้องถิ่น แล้วผ่านกระบวนการกลั่นกรองจากกลไกของวิทยาลัย

๓) จัดการศึกษาให้แก่ชุมชนอย่างทั่วถึง โดยควรจัดให้ใกล้หรือในชุมชน เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้เรียน



๒. วิทยาลัยชุมชนในประเทศสหรัฐอเมริกา

วิทยาลัยชุมชน (Community college) เป็นสถาบันการศึกษาที่จัดการศึกษาในระดับ ต่ำกว่าปริญญาตรี มีการริเริ่มดำเนินการในประเทศสหรัฐอเมริกามานานกว่าร้อยปี ระยะเริ่มแรกเป็นการจัดการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น จนถึงประมาณปี พ.ศ. ๒๔๙๗ ได้เริ่มมีแนวคิดในการจัดการศึกษาเพื่อตอบสนองต่ออาชีพของคนในชุมชนเพิ่มขึ้น ปัจจุบันในประเทศสหรัฐอเมริกา มีวิทยาลัยชุมชนมากกว่า ๑,๒๐๐ แห่งทั่วประเทศ โดยมุ่งเปิดโอกาสให้ผู้เรียนในชุมชนได้เข้าศึกษาอย่างทั่วถึง เพื่อให้ผู้สำเร็จการศึกษามีการงานอาชีพและอาจศึกษาต่อในระดับสูงขึ้นได้

บทบาทของวิทยาลัยชุมชน

การจัดการศึกษาของวิทยาลัยชุมชนในประเทศสหรัฐอเมริกา มุ่งจัดการศึกษาใน ๒ วัตถุประสงค์ คือ จัดการศึกษาเพื่อตอบสนองความต้องการในการประกอบอาชีพของคนในชุมชน หรืออาจจัดการศึกษา เพื่อสร้างกำลังคนให้มีความพร้อมที่จะสร้างการแข่งขันให้ชุมชนของตนเอง และมีศักยภาพในการดึงดูดการลงทุน เพื่อให้นักลงทุนสนใจมาลงทุนสร้างสถานประกอบการในชุมชนนั้นๆ ก็ได้ การจัดการศึกษาในลักษณะแรกนี้ อาจจัดได้ทั้งลักษณะการฝึกอบรมมุ่งผลสัมฤทธิ์มากกว่าวุฒิบัตร หรือจะจัดหลักสูตรให้ได้วุฒิบัตร เช่น ระดับอนุปริญญา หรือ ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ก็ได้ ส่วนการจัดการศึกษาอีกลักษณะหนึ่ง คือ การจัดการศึกษาเพื่อปูพื้นฐานสำหรับคนที่ต้องการไปศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่ง คือ การจัดการศึกษาทั่วไป (General Education) ที่เทียบเท่ากับการเรียนชั้นปีที่ ๑-๒ ในระดับมหาวิทยาลัยซึ่งจะ เรียนรายวิชาพื้นฐานทั่วไป ได้แก่ ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์สำหรับชีวิตประจำวัน วิทยาศาสตร์ พื้นฐานเพื่อการดำรงชีวิต กฏหมายพื้นฐาน ภาษาไทย การพัฒนาบุคลิกภาพ การพัฒนาทักษะการคิด การดูแลสุขภาพ และอื่นๆ รวมแล้วประมาณ ๓๐ หน่วยกิต









ทำไมต้องเป็นวิทยาลัยชุมชน

หากจะถามว่า ทำไมต้องให้วิทยาลัยชุมชนจัดการศึกษาด้วย ทำไมไม่ให้มหาวิทยาลัยจัด หรือสถาบันการอาชีวศึกษาจัด อาจกล่าวได้ว่า มหาวิทยาลัยนั้นจัดได้แน่นอนและก็ต้องจัดอยู่แล้ว แต่สิ่งที่แตกต่างกันคือ มหาวิทยาลัยมีต้นทุนการดำเนินการที่สูงกว่าวิทยาลัยชุมชนแน่นอน เพราะอาจารย์มหาวิทยาลัยมีภารกิจต้องทำการวิจัยชั้นสูง แต่อาจารย์วิทยาลัยชุมชน มีหน้าที่เน้นหนักที่การสอน การจัดการวิทยาลัยชุมชนอาจจะกล่าวได้ว่าต้นทุนต่ำกว่า นอกจากนั้น โดยหลักการวิทยาลัยชุมชนมักจะตั้งอยู่ในท้องถิ่นที่ใกล้บ้าน นักศึกษาไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในเดินทาง ไม่ต้องเสียค่าเช่าที่พักเพิ่ม ช่วยลดปัญหาการดูแลความประพฤติเพราะอยู่กับครอบครัว ทำให้เกิดความผูกพันในครอบครัวมากขึ้น นอกจากนั้นการจัดชั้นเรียนของวิทยาลัยชุมชนจะจัดชั้นเรียนขนาดเล็กไม่เกิน ๓๐ คนต่อห้องเรียน ในขณะที่มหาวิทยาลัยอาจจัดชั้นเรียนรวมมากกว่า ๕๐๐ คนก็ยังมี เมื่อผู้เรียนเรียนจบอาจจะมี ๒ แนวทาง คือ ประกอบอาชีพได้ทันที หรือ ขอเทียบโอนหน่วยกิตเพื่อเข้ามหาวิทยาลัยโดยเรียนต่อในระดับปีที่ ๓-๔ ของมหาวิทยาลัยได้ทันที ซึ่งทำให้ต้นทุนการเรียนระดับปริญญาลดลงได้ การเรียนลักษณะนี้ในประเทศสหรัฐอเมริกา นักศึกษาในมหาวิทยาลัยมักจะเริ่มต้นเรียนที่วิทยาลัยชุมชนก่อนกว่าร้อยละ ๖๐ เมื่อจบจากวิทยาลัยชุมชนแล้ว จึงเทียบโอนหน่วยกิตเข้าต่อในมหาวิทยาลัยและตัดสินใจเลือกสาขาวิชา ที่ถนัดและชอบต่อไป



๓.การเกิดวิทยาลัยชุมชนในประเทศไทย

แนวคิดการจัดตั้งวิทยาลัยชุมชนประเทศไทย เกิดจากความจำเป็นในการผลิตกำลังคนเพื่อสนองความต้องการพัฒนาประเทศ และมีแนวความคิดที่จะใช้การจัดการศึกษาตามหลักการของวิทยาลัยชุมชนมาตั้งแต่ปีพ.ศ.๒๕๑๓มาจนถึงปัจจุบัน

- ในปี พ.ศ. ๒๕๑๓ ผู้แทนสัมมนาจากประเทศไทยเสนอเอกสาร "ความหวังของวิทยาลัยชุมชนในประเทศไทย (The Rising Expectation of Community colleges in Thailand)" ต่อที่ประชุม The American Association of Junior Colleges International Assembly ที่ฮอนโนลูลู มลรัฐฮาวาย ประเทศสหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ - ๕ มีนาคม ๒๕๑๓ โดยแสดงถึงความจำเป็นในการจัดตั้งวิทยาลัยชุมชนในประเทศไทย คือ "เพื่อสนองความต้องการอันยิ่งยวดของประเทศที่ต้องการให้กำลังคนที่มีความเชี่ยวชาญมากขึ้น จึงเป็นการสมควรที่ประเทศไทยจะเริ่มตั้งวิทยาลัยชุมชนสนองความต้องการรีบด่วนของประเทศ"

- ปี พ.ศ. ๒๕๑๕ - ๒๕๑๙ แผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติ ฉบับที่ ๓ กำหนดนโยบายการศึกษาระดับอุดมศึกษา ให้ส่งเสริมการศึกษาและทดลองการจัดการศึกษาแบบวิทยาลัยชุมชนเพื่อสนองความต้องการกำลังคนระดับกลางในแขนงวิชาที่ประเทศมีความต้องการมาก ตลอดจนปัญหาในระดับอุดมศึกษาที่จัดการศึกษาเพื่อคนส่วนน้อยไม่เกิดความเป็นธรรมในสังคม ปัญหาดังกล่าวเป็นอุปสรรคต่อความเจริญของประเทศ ดังนั้น คณะรัฐมนตรีจึงเห็นชอบให้เตรียมการปฏิรูปการศึกษา โดยคณะกรรมการทางพื้นฐานการปฏิรูปการศึกษาได้กำหนดเป้าหมายให้เป็น "การศึกษาเพื่อชีวิตและสังคม" โดยในด้าน "อุดมศึกษา" ได้กำหนดแนวทางการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงระบบและโครงสร้างอุดมศึกษาโดยกล่าวถึงวิทยาลัยชุมชนไว้๓ข้อคือ

๑) จัดให้มีทบวงอุดมศึกษา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระทรวงศึกษาธิการ โดยทำหน้าที่รับผิดชอบกำกับงานของมหาวิทยาลัยวิทยาลัยชุมชนและวิทยาลัยเอกชน

๒) กำหนดความมุ่งหมายของอุดมศึกษาให้ชัดเจน เพื่อทำหน้าที่ ๔ ประการ คือ สอน วิจัย

บริการทางวิชาการแก่สังคม และทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม โดยให้มหาวิทยาลัยทำหน้าที่ทั้ง ๔ ด้าน ส่วนวิทยาลัยชุมชนให้เน้นการสอนและการให้บริการวิชาการแก่ท้องถิ่น ทั้งนี้ให้แต่ละสถาบันกำหนด ความมุ่งหมายให้ชัดเจน เพื่อยึดเป็นแนวปฏิบัติที่เสริมสร้างซึ่งกันและกัน และช่วยเสริมสร้างโน้มนำสังคมที่พึงประสงค์

๓) จัดระบบอุดมศึกษาโดยรวมกลุ่มสถาบันอุดมศึกษาเข้าด้วยกันเพื่อปฏิบัติหน้าที่ได้สมบูรณ์ และไม่ซ้ำซ้อนในสถาบันที่อยู่ใกล้เคียงกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในต่างจังหวัดให้จัดรวมวิทยาลัยต่างๆเข้าด้วยกันเป็นวิทยาลัยชุมชน สำหรับแนวคิดในการจัดตั้งวิทยาลัยชุมชนมีหลักการว่า "การจัดตั้งวิทยาลัยชุมชนซึ่งเป็นสถาบันที่เปิดสอนระดับต่ำกว่าปริญญา โดยการรวมกลุ่มวิทยาลัยประเภทต่างๆที่มีอยู่แล้ว เช่น วิทยาลัยครู วิทยาลัยเทคนิค วิทยาลัยเกษตรกรรม วิทยาลัยพลศึกษา และวิทยาลัยพยาบาลที่ตั้งในจังหวัดต่างๆ ของภาคเดียวกัน จัดตั้งเป็นวิทยาลัยชุมชนประจำภาคขึ้น โดยถือว่าเป็นส่วนของสถาบันอุดมศึกษา ควรจะเริ่มดำเนินการได้ในแผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติ ฉบับที่ ๔ (พ.ศ. ๒๕๒๐ - ๒๔๒๔)" ดังนั้น ในแผนดังกล่าวจึงได้กำหนดไว้เป็นข้อหนึ่งในนโยบายการพัฒนาการศึกษาระดับอุดมศึกษา คือ "วางพื้นฐานการจัดตั้งวิทยาลัยชุมชนภาคต่างๆ ให้เหมาะสมตามขั้นตอนที่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคม"

- ปี พ.ศ. ๒๕๒๐ จัดตั้งวิทยาลัยชุมชนภูเก็ตขึ้นครั้งแรกโดยให้เป็นวิทยาเขตของมหาวิทยาลัย

สงขลานครินทร์ต่อมาในปีพ.ศ.๒๕๒๓ได้จัดตั้งขึ้นอีกแห่งที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี

- ปี พ.ศ. ๒๕๒๗ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ ๕ (พ.ศ. ๒๕๒๕ - ๒๕๒๙)

มีความจำเป็นต้องลดการผลิตครูและเพื่อให้มีการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด จึงจัดตั้ง

วิทยาลัยชุมชนขึ้นในวิทยาลัยครู ๔ แห่ง คือ วิทยาลัยชุมชนพิบูลสงคราม วิทยาลัยชุมชนอุบลราชธานี วิทยาลัยชุมชนนครราชสีมา และวิทยาลัยชุมชนนครศรีธรรมราช แต่ในระหว่างที่เตรียมการดำเนินงานวิทยาลัยชุมชนนั้น มีการแก้ไขพระราชบัญญัติวิทยาลัยครูให้เปิดสอนถึงระดับปริญญาตรีดังนั้นจึงไม่มีการดำเนินการวิทยาลัยชุมชนต่อ

- ปี พ.ศ. ๒๕๔๐ - ๒๕๔๔ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ ๘ ได้กล่าวถึงการ

ส่งเสริมการดำเนินงานในลักษณะวิทยาลัยประชาคม ที่มีหน้าที่จัดการศึกษา และฝึกอาชีพแก่ประชาชนและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในชุมชนในรูปแบบที่หลากหลายตามความสนใจ และความถนัดโดยไม่จำกัดพื้นฐานความรู้

แผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติ ฉบับที่ ๘ (พ.ศ. ๒๕๔๐ - ๒๕๔๔) แผนงานหลักที่ ๗ : การ

พัฒนาระบบอุดมศึกษา กำหนดให้ทบวงมหาวิทยาลัย กระทรวงศึกษาธิการ และหน่วยงานกลาง ร่วมกันปรับระบบอุดมศึกษาให้มีเอกภาพทางนโยบาย โดยจัดโครงสร้างอุดมศึกษา เป็น ๓ ระบบย่อย ได้แก่ ระบบมหาวิทยาลัยและสถาบันขั้นสูงที่มุ่งเน้นการวิจัย สร้างความรู้ใหม่และผลิตบัณฑิตระดับปริญญาโทและเอก ระบบมหาวิทยาลัยที่เน้นจัดการศึกษาระดับปริญญาตรีในสายวิชาการ วิชาชีพต่างๆ และการให้บริการวิชาการเป็นหลัก และระบบวิทยาลัยเฉพาะทางและวิทยาลัยชุมชนซึ่งอาจเป็นสาขาของมหาวิทยาลัยหรือวิทยาลัยที่มุ่งจัดการศึกษาวิชาชีพเฉพาะและวิชาสามัญ ในระดับอนุปริญญา หรือเทียบเท่าและฝึกอบรมระยะสั้นที่ตอบสนองต่อความต้องการของท้องถิ่น ทั้งนี้จะต้องมีความสัมพันธ์และสามารถเชื่อมโยงกันได้ในแต่ละแบบ

- ปี พ.ศ .๒๕๓๕ - ๒๕๓๙ แผนพัฒนาการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรรม ระยะที่ ๘ ของกระทรวงศึกษาธิการ กำหนดไว้ในมาตรการผลิตกำลังคนว่าให้ส่งเสริมและจัดตั้งสถานศึกษาด้านวิชาชีพให้กระจายไปสู่ภูมิภาคต่างๆ เฉพาะในระดับอำเภอให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน ชุมชนและการพัฒนาภูมิภาคนั้นๆ อย่างกว้างขวาง โดยเน้นการจัดการศึกษาตามแนวทางการจัดการศึกษาของวิทยาลัยชุมชนอย่างกว้างขวาง

- ปี พ.ศ. ๒๕๓๗ คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้กระทรวงศึกษาธิการจัดตั้งวิทยาลัยชุมชนขึ้น โดยให้สถาบันการศึกษาเฉพาะทาง ได้แก่ วิทยาลัยเกษตรกรรม วิทยาลัยพลศึกษา วิทยาลัยนาฏศิลป์ และวิทยาลัยช่างศิลป์ จำนวน ๗๗ แห่งทั่วประเทศ เป็นวิทยาลัยชุมชน โดยขยายฐานวิชาการจากเดิมให้มีบทบาทการจัดการศึกษาและบริการชุมชนให้กว้างขวางขึ้น และให้มีคณะกรรมการบริหารวิทยาลัยชุมชนขึ้นในกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศจัดตั้งวิทยาลัยชุมชน เมื่อวันที่ ๑๒ กันยายน พ.ศ. ๒๕๓๗ ให้มีชื่อตามที่วิทยาลัยเสนอมา ซึ่งวิทยาลัยชุมชนดังกล่าวดำเนินการได้ถึงปี พ.ศ. ๒๕๓๙ จึงได้ยุติตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการในขณะนั้น



๔. กรณีศึกษา Aims Community College

Aims Community College เป็นวิทยาลัยชุมชนที่ใหญ่ที่สุดในมลรัฐโคโรลาโด มีทั้งสิ้น ๓วิทยาเขต ได้แก่ Greeley Campus (วิทยาเขตหลัก) Fort Lupton Campus และ Loveland Campus โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจากเงินภาษีท้องถิ่น ด้วยเหตุนี้ Aims Community College จึงเน้นการจัดการศึกษาในลักษณะที่ตอบสนองต่อความต้องการของคนในชุมชนและท้องถิ่น นอกจากนี้ยังทำให้เป็นวิทยาลัยชุมชนที่มีค่าธรรมเนียมการศึกษาไม่สูง จึงเป็นที่นิยมของนักเรียนนักศึกษาที่มาเข้าศึกษาก่อนเข้าเรียนระดับมหาวิทยาลัย หรือประกอบอาชีพ



การบริหารงาน

การบริหารงานโดยมีอธิการบดีเป็นผู้รับผิดชอบ ซึ่งอธิการบดีจะแต่งตั้งรองอธิการบดีดูแลรับผิดชอบบริหารงานของแต่ละวิทยาเขต อธิการบดีดำเนินงานโดยอิสระ ไม่มีวาระการดำรงตำแหน่ง แต่จะมี Broad of Trustees ทำหน้าที่ประเมินผลการดำเนินงานของอธิการบดี สำหรับปัจจุบัน Dr. Marilynn ”Marsi’ Liddell ดำรงตำแหน่งอธิการบดี

Aims Community College จะมี Broad of Trustees ดูแลรับผิดชอบการกำหนดนโยบายและคัดเลือกผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดี คณะกรรมการเป็นคนที่ได้รับการเลือกมาจากชุมชน จำนวน ๕ คน มีวาระละ ๔ ปี ซึ่งไม่เกิน ๒ วาระ



พันธกิจ

Aims Community College เป็นวิทยาลัยชุมชนที่เปิดโอกาสทางการศึกษาอย่างเสมอภาคกัน โดยมีความร่วมมือกับสถานศึกษา มหาวิทยาลัย สถานประกอบการ องค์กรธุรกิจ และชุมชน จึงดำเนินการจัดการศึกษาตั้งแต่ระดับพื้นฐาน จนถึงระดับอุดมศึกษา การศึกษาต่อเนื่องเพื่อพัฒนาวิชาชีพที่สนองต่อความต้องการของท้องถิ่นและตลาดแรงงาน และการเรียนรู้ตลอดชีวิตของคนในท้องถิ่นและสังคมโลก โดยมีพันธกิจดังนี้

๑. จัดการศึกษาเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของคนในชุมชนและสังคมโลก

๒. จัดการศึกษาเพื่อเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย

๓. จัดการศึกษาเพื่อพัฒนาวิชาชีพของตลาดแรงงานและสถานประกอบการ









ประกาศนียบัตร/อนุปริญญา

๑. Associate Degree : Associate of Arts (AA) หรือ

Associate of Science (AS) Liberal Arts Degree

๒. Associate of Applied Science (AAS) Degree

๓. Certificate (Career & Technical Education)



โปรแกรมการศึกษา

Aims Community College ได้จัดโปรแกรมการศึกษาเพื่อตอบสนองความต้องการของชุมชนไว้หลากหลาย ดังนี้

๑. General Education Development เพื่อให้ผู้เรียนได้ศึกษาในวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ การอ่าน การเขียน วรรณกรรม และสังคมศาสตร์ ซึ่งผู้สำเร็จการศึกษาตามโปรแกรมดังกล่าวสามารถเทียบเท่าผู้จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ซึ่งได้รับการยอมรับให้โอนเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยหรือวิทยาลัยของรัฐในเขตมลรัฐโคโรลาโดได้

๒. Development / Remedial Education เพื่อให้นักเรียนที่ต้องการเข้าวิทยาลัยได้ศึกษาวิชาการอ่าน การเขียนและคณิตศาสตร์ เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเรียน หรือเป็นวิชาที่เปิดให้นักศึกษาที่เรียนในมหาวิทยาลัยได้ศึกษาเพิ่มเติมในวิชาที่ตนเองอ่อน ซึ่งโดยปกติมหาวิทยาลัยจะไม่เปิดสอนซ่อมเสริม

๓. Continuing Education เป็นโปรแกรมการศึกษาที่ได้จัดขึ้นตามความต้องการของตลาดแรงงานและสถานประกอบการต่าง ๆ ตลอดจนการพัฒนาวิชาชีพหรือทักษะด้านต่าง ๆ สำหรับคนที่ทำงานแล้ว ซึ่ง Aims Community College จะจัดโปรแกรมการศึกษาหรือพัฒนาหลักสูตรใหม่ตามความต้องการของตลาดแรงงานหรือสถานประกอบการ

๔. School to Career and Technical Education เป็นโปรแกรมการศึกษาเกี่ยวกับวิชาชีพต่าง ๆ เพื่อเข้าสู่ตลาดแรงงาน เช่น หลักสูตรช่างยนต์ ช่างไฟฟ้า ช่างคอมพิวเตอร์ โปรแกรมเมอร์ ผู้ช่วยพยาบาล ผู้ช่วยแพทย์ นักบัญชี/บริหารธุรกิจ นักผลิตรายการโทรทัศน์/วิทยุ นักเทคโนโลยีการศึกษา นักออกแบบเว็บไซต์ นักออกแบบกราฟิก เป็นต้น

๕. Senior Education เป็นโปรแกรมการศึกษาที่เปิดโอกาสการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้แก่ประชาชนทั่วไปได้พัฒนาทักษะต่าง ๆ และเพิ่มพูนความรู้ความสามารถที่ทันสมัยเพื่อพัฒนาศักยภาพของตนเอง เช่น โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ภาษาต่างประเทศ

๖. Intensive English Program จัดขึ้นสำหรับผู้สนใจทั่วโลกที่ต้องการพัฒนาความสามารถทางด้านภาษาอังกฤษโดยเรียนร่วมกับนักเรียนชาวอเมริกัน



การรับรองมาตรฐานการศึกษา

Aims Community College มีการรับรองมาตรฐานการศึกษาโดย North Central Associate ซึ่งเป็นหน่วยงานภาคเอกชน ที่อธิการบดีเป็นผู้คัดเลือก



สรุป

Aims Community College เป็นแนวคิดวิทยาลัยชุมชนที่เป็นแบบปฏิบัติที่ดี (Good Practice) ที่สามารถนำมาปรับใช้ในสำหรับการจัดการศึกษาของท้องถิ่นในประเทศไทยได้ ทั้งนี้ Aims Community College มีจุดแข็งในเรื่องงบประมาณที่ได้รับการสนับสนุนจากเงินภาษีของท้องถิ่น จึงทำให้วิทยาลัยสามารถจัดการศึกษาได้ยืดหยุ่นหลากหลาย ตามความต้องการของท้องถิ่นและคนในชุมชนที่เป็นผู้เสียภาษี นอกจากนี้การที่ Aims Community College ได้ทำความตกลงร่วมมือกับมหาวิทยาลัยภายในมลรัฐโคโรลาโด ทำให้การศึกษาของวิทยาลัยได้รับการยอมรับ สามารถเทียบโอนเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยของรัฐได้ ซึ่งเป็นจุดเด่นที่ทำให้มีนักศึกษาสนใจเข้าเรียนมากและนับว่าเป็นปัจจัยความสำเร็จของ Aims Community College

๕. กรณีศึกษา University Schools

University Schools ตั้งอยู่ในเมืองกรีลีย์ มลรัฐโคโรลาโด ประเทศสหรัฐอเมริกา จัดเป็นcharter school เปิดสอนตั้งแต่ระดับ K-12 เดิมเป็นโรงเรียนสาธิตของมหาวิทยาลัย Northern Colorado ต่อมาปรับเป็นโรงเรียนของชุมชน ได้รับเงินอุดหนุนจากภาษีของคนในชุมชน โดยประชาชนและผู้ปกครองมีส่วนร่วมมือกันวางแผน ดำเนินงานและกำกับดูแล มีการจัดตั้งกรรมการสถานศึกษาเพื่อทำหน้าที่บริหารจัดการ ดูแลงบประมาณและจัดหารายได้

คณะกรรมการสถานศึกษาจะแต่งตั้งผู้อำนวยการโรงเรียนทำหน้าที่บริหารจัดการ และมีครูใหญ่แต่ละคนรับผิดชอบในระดับ Middle school และ High school โดยปกติการคัดเลือกครูจะมีคณะกรรมการที่ประกอบด้วยนักเรียน ครูและผู้ปกครอง เป็นผู้คัดเลือก ส่วนการจัดชั้นเรียนจะมีนักเรียนไม่เกินห้องละ ๒๕ คน โดยมีครูประจำชั้นที่รับผิดชอบดูแลเด็กจนจบการศึกษา ซึ่งชุมชนมองว่าเป็นข้อดีของโรงเรียนที่ครูจะได้มีความเข้าใจและใกล้ชิดเด็กมาก สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนได้จัดให้มีการฝึกงาน การบริการชุมชน (๕๐ ชั่วโมง) Senior project และการตามศึกษาดูบุคคลในอาชีพต่าง ๆ ที่สนใจ

University Schools มีโปรแกรมแลกเปลี่ยนนักเรียนเพื่อเรียนรู้ภาษาและวัฒนธรรมกับโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และโรงเรียนสาธิต "พิบูลบำเพ็ญ“ มหาวิทยาลัยบูรพา โดยแต่ละปีจะแลกเปลี่ยนนักเรียนไม่เกิน ๘ คน เนื่องจากมีข้อจำกัดในเรื่อง Host family



๖. ข้อเสนอในการปรับเปลี่ยนแนวคิดวิทยาลัยชุมชน

สังคมไทยมองสถานภาพความเป็นสถาบันอุดมศึกษาของวิทยาลัยชุมชน ในลักษณะที่มีคลาดเคลื่อน เข้าใจผิด ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ยาก ความมีตัวตนของวิทยาลัยชุมชน สังคมรับรู้แล้วว่าเกิดวิทยาลัยชุมชน รู้ว่าวิทยาลัยชุมชนอยู่ในกระทรวงศึกษาธิการ รู้ว่าวิทยาลัยชุมชนไม่ใช่อาชีวศึกษา ไม่ใช่มหาวิทยาลัย มีความรู้พอสมควรว่ามันเกิดความมีตัวตนของวิทยาลัยชุมชนในสังคม แต่ความเข้าใจในหมู่สถาบันอุดมศึกษา มีความแตกต่างกัน นโยบายที่ต้องการให้วิทยาลัยชุมชนเหลียวมองมหาวิทยาลัยและไปเกาะเกี่ยวกับมหาวิทยาลัย แต่ในส่วนของมหาวิทยาลัยเองยังมองไม่ชัดว่าวิทยาลัยชุมชนคืออะไร ความพยายามจะทำให้เกิดความชัดเจนในหมู่มหาวิทยาลัย คือ การสร้างเครือข่ายในสถาบันอุดมศึกษา ซึ่งมหาวิทยาลัยทุกแห่งอยู่ในเครือข่ายหมด รวมทั้งสถาบันอุดมศึกษาในระดับต่ำกว่าปริญญาตรี คือ วิทยาลัยชุมชน ดังนั้น การที่เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายสถาบันอุดมศึกษาในภูมิภาคต่างๆ เป็นการเริ่มต้นที่ดีที่จะเสนอบทบาทให้มหาวิทยาลัยรู้ว่าวิทยาลัยชุมชนเกิดขึ้นแล้ว และมีบทบาทที่ไม่แตกต่างเพียงแต่พันธกิจอำนาจหน้าที่แตกต่างกัน นั่นคือ เรื่องของสถานภาพที่เน้นความมีตัวตนของวิทยาลัยชุมชน

สำหรับข้อเสนอแนะเพื่อการปรับปรุงกระบวนการต่างๆ ในวิทยาลัยชุมชนนั้น ควรดำเนินการ ๓ ด้าน ดังนี้

๑. ศึกษาวิเคราะห์สถานภาพวิทยาลัยชุมชนที่มั่นคง โดยเน้นการเป็นสถาบันอุดมศึกษาที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาวิชาการและวิชาชีพในระดับต่ำกว่าปริญญา

๒ .กระบวนการพัฒนาระบบหลักสูตรการเรียนการสอนเพื่อการสร้างอาชีพ มีนโยบายให้เป็นจุดเน้น การปรับปรุงกระบวนการผลิตกำลังคนระดับกลางของประเทศที่ตอบสนองการทำงานในชุมชน และตอบสนองการพัฒนาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมในชุมชนโดยยึดทรัพยากรในพื้นที่เป็นหลัก

๓. ควรปรับปรุงระบบการบริหารจัดการ โดยกำหนดบทบาทของสภาวิทยาลัยชุมชน บทบาทของอาจารย์ในวิทยาลัยชุมชน บทบาทของผู้บริหารวิทยาลัยชุมชน และผู้ปฏิบัติการในวิทยาลัยชุมชนให้ชัดเจน ควรให้สภาวิทยาลัยชุมชนเป็นองค์กรสูงสุดในการกำหนดนโยบาย และทิศทางการขับเคลื่อนวิทยาลัยชุมชนที่เป็นอิสระ ทั้งนี้สภาวิทยาลัยชุมชนนั้นคือองค์กรสูงสุดที่จะดูแลวิทยาลัยชุมชนในจังหวัดนั้น ดังนั้นวิทยาลัยชุมชนต้องรายงานผลการดำเนินงานต่อคนในชุมชนนั้น ซึ่งเป็นคนที่จะใช้วิทยาลัยชุมชนให้เกิดประโยชน์ต่อตนเอง นอกจากนี้สภาวิทยาลัยชุมชนควรมีกลไกในการตรวจสอบประสิทธิภาพการบริหารของวิทยาลัยชุมชน ในขณะเดียวกันสภาวิทยาลัยชุมชนต้องมีระบบสำหรับตรวจสอบและประเมินตนเอง สภาวิทยาลัยชุมชนจะต้องผ่านกระบวนการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง



๗. บทบาทเชิงรุกในการจัดการศึกษาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

หากจะถามว่า วิทยาลัยชุมชนที่มีอยู่ในประเทศไทยขณะนี้ จำนวน ๒๐ แห่งทั่วประเทศเพียงพอหรือยัง ต้องตอบว่า ยังไม่พอที่จะตอบสนองต่อความต้องการการพัฒนากำลังคนระดับกลางลงไปถึงล่าง ยิ่งยุคปัจจุบัน ค่านิยมคนไทยหันส่งบุตรหลานเข้ามหาวิทยาลัย หวังจะนั่งโต๊ะทำงานมากกว่าจะปฏิบัติการ ทำให้ประเทศไทยมีศักยภาพในการแข่งขันต่ำลง ขาดแรงงานระดับกลางอย่างหนัก จะพบได้จากเป้าหมายการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง กำหนดสัดส่วน ผู้เรียนสายสามัญต่อสายอาชีพ ให้ได้อย่างน้อย ๔๐ ต่อ ๖๐ แต่ในปัจจุบันสัดส่วนกลับทิศทางกัน ซึ่งการกำหนดเป้าหมายเช่นนี้นับเป็นตัวเร่งให้ยิ่งต้องพิจาณาการจัดตั้งวิทยาลัยชุมชนให้มากขึ้นและเข้มแข็งมากขึ้น

การจัดตั้งวิทยาลัยชุมชน โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ต้องการผู้นำเชิงรุกและกล้าหาญที่จะเดินหน้าต่อสู้ และไม่ย่อท้อต่อปัญหาและอุปสรรคที่กีดขวางนานัปประการ ต้องการนายกเทศมนตรี หรือ นายกองค์การบริหารส่วนตำบล หรือ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดที่มีวิสัยทัศน์และเห็นความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงชุมชนของตนเองอย่างจริงจัง มิใช่เพียงแค่สยบยอมต่ออำนาจที่รัฐหรือกระทรวงเขียนกรอบไว้ จะต้องจุดพลุความคิดอย่างต่อเนื่อง “ไม่มีปัญหาหรือนวัตกรรมใดจะเกิดขึ้นได้โดยง่าย”

การจัดตั้งวิทยาลัยชุมชน จำเป็นต้องชี้ให้สังคมยอมรับว่ามีความสำคัญและจำเป็นต่อการพัฒนาศักยภาพของคนในท้องถิ่น จะต้องทำให้ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ตระหนักและเปิดโอกาสให้ท้องถิ่นมีการพัฒนาการศึกษา มีการพัฒนาคนมากกว่าพัฒนาวัตถุ พัฒนาถนนหนทาง มีแต่วัตถุโดยขาดคนคุณภาพ เมื่อองค์กรต้นสังกัดเห็นชอบแล้ว หน่วยงานที่จะต้องมีส่วนเกี่ยวข้องอีกหน่วยงานหนึ่ง คือ สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งโดยหลักการแล้วเชื่อว่า สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา จะสนับสนุนแนวทางนี้เพราะเป็นการมีส่วนร่วมของท้องถิ่นในการจัดการศึกษา เป็นไปตามรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว



๘. บทสรุป : เส้นทางที่ถูกบังคับอย่างไรก็ต้องเกิดแต่ใครจะเป็นผู้ชูธงนำคนแรก

วิทยาลัยชุมชน กับบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อย่างไรก็ต้องเกิดแน่นอน ไม่เร็วก็ช้า เพราะท้องถิ่นจะต้องหันมาพัฒนาคน เนื่องจากปัจจุบัน ถนน ตรอก ซอย ได้สร้างจนไม่มีจะให้ทำ ต่อไปต้องหันมาพัฒนาคน และการพัฒนาคนก็เริ่มจากการจัดสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน และปัจจุบันหลายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่างจัดได้ดีมาก ต่อไปต้องไต่ระดับสูงกว่าการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างแน่นอน ดังเช่น กรุงเทพมหานครกำลังดำเนินการก่อตั้งมหาวิทยาลัย ดังนั้นจึงขอเชิญชวน นายกเทศมนตรี นายกองค์การบริหารส่วนตำบล และนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด ที่มีวิสัยทัศน์และต้องการเป็น “วีรบุรุษ” มากกว่าเป็น “นักการเมือง” ประจำท้องถิ่น จะต้องสร้างสิ่งที่ก่อให้เกิดผลกระทบระยะยาวมากกว่าการสร้างสิ่งที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า การสร้างและพัฒนาคน ใช้เวลานานจึงจะเห็นผลแต่คุ้มค่าสำหรับการลงทุน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใดจะเป็นผู้นำและเข้าใจเรื่องนี้ก่อน เป็นเรื่องท้าทายผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกคน

ผลการศึกษาดูงานวิทยาลัยชุมชน ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา

รายงานสรุปการเข้าร่วม


โครงการเสริมสร้างวิสัยทัศน์และประสบการณ์

ด้านการจัดการศึกษาชุมชนสำหรับผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

ระหว่างวันที่ ๘ –๑๕ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๓

ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา





ความเป็นมา

องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นรากฐานสำคัญที่มีบทบาทต่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ ดังเห็นได้จากพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่ให้มีการกระจายอำนาจการจัดการศึกษาสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีหน้าที่ส่งเสริมและฝึกเพื่อให้สามารถประกอบอาชีพ ตลอดจนจัดการศึกษาเพื่อเป็นประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่น



ในการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง (พ.ศ.๒๕๕๒ - ๒๕๖๑) สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ได้เสนอวิสัยทัศน์สำหรับการปฏิรูปการศึกษาว่าคนไทยได้เรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา การเพิ่มโอกาสทางการศึกษาและเรียนรู้และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เพื่อให้คนไทยทุกคนได้เรียนรู้ตลอดชีวิตทั้งในระบบ นอกระบบและตามอัธยาศัยอย่างมีคุณภาพในทุกระดับ/ประเภทการศึกษา โดยมีมาตรการในการปฏิรูปการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น คือ มาตรการการส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีบทบาทมากขึ้น ทั้งในการจัดการศึกษาและเรียนรู้ และการสนับสนุนการศึกษาและเรียนรู้ตามความต้องการของประชาชนในท้องถิ่น รวมทั้งการพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่นที่เชื่อมโยงกับภูมิปัญญา ทรัพยากร วัฒนธรรมท้องถิ่น ชุมชนเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและความเข้มแข็งของชุมชน และมาตรการการส่งเสริมการจัดตั้งวิทยาลัยชุมชน เพื่อให้สามารถเป็นกลไกสนับสนุนการพัฒนา เสริมสร้างความเข้มแข็งและตอบสนองความต้องการของชุมชนท้องถิ่น นอกจากนี้จากการวิจัยของสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ที่ศึกษาเพื่อพัฒนานโยบายส่งเสริมการจัดการศึกษาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในปีพ.ศ.๒๕๕๐ ได้ให้ข้อเสนอแนะที่สำคัญไว้ว่า ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควรแสวงหาการเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเองให้มีความรู้ และความสามารถในการจัดการศึกษาให้มากขึ้น โดยการเข้าร่วมประชุมสัมมนา แลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์กับบุคคลและหน่วยงานต่าง ๆ ตลอดจนการศึกษาดูงาน รวมถึงศึกษาต่อทั้งในและต่างประเทศ ด้วยเหตุนี้คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ในฐานะสถาบันอุดมศึกษาที่มีทั้งองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านการศึกษา ได้เห็นถึงความสำคัญดังกล่าว จึงจัดโครงการเสริมสร้างวิสัยทัศน์และประสบการณ์ด้านการจัดการศึกษาชุมชนสำหรับผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขึ้น เพื่อส่งเสริมและเปิดโอกาสให้ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้พัฒนาความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับแนวคิดการจัดการศึกษาแก่ชุมชนและวิทยาลัยชุมชนในภาพรวม รวมถึงได้รับประสบการณ์ตรงจากวิทยาลัยชุมชนที่ประสบความสำเร็จและได้รับการยอมรับว่าเป็นแบบปฏิบัติที่ดี (Good practice) ซึ่งผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สามารถนำแนวคิดมาปรับประยุกต์ใช้ในการดำเนินงานจัดการศึกษาให้แก่ท้องถิ่นที่ตนเองรับผิดชอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนาคนและท้องถิ่นในระยะยาว



วัตถุประสงค์

๑) เพื่อเสริมสร้างวิสัยทัศน์ของผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อดำเนินภารกิจด้านการจัดการศึกษาให้แก่ชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

๒) เพื่อให้ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและเพิ่มพูนประสบการณ์ด้านการจัดการศึกษาชุมชนกับบุคคลและสถาบันการศึกษาในต่างประเทศ

๓) เพื่อให้ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้เห็นตัวอย่างที่มีการปฏิบัติที่ดีเพื่อนำไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับการจัดการศึกษาของชุมชน

๔) เพื่อสานสัมพันธ์เครือข่ายผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการใช้ประโยชน์ร่วมกันในด้านการจัดการศึกษาสำหรับชุมชน



ผู้เข้าร่วมโครงการ

ผู้บริหารระดับสูงขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้แก่ นายกเทศมนตรี นายกองค์การบริหารส่วนตำบล ประธานสภาเทศบาล ประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบล ปลัดเทศบาล ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล รองปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดและผู้อำนวยการกอง จำนวน ๒๑ คน ดังรายนามต่อไปนี้

๑. นายโกวิทย์ เจริญนนทสิทธิ์ นายกเทศมนตรีเมืองบางบัวทอง

๒. นายทรงพล โกวิทศิริกุล นายกเทศมนตรีเมืองหนองคาย

๓. นายประสิทธิ์ โอภาสทิพากร นายกเทศมนตรีเมืองกาญจนบุรี

๔. นายสุรสิทธิ์ กังวลกิจ นายกเทศมนตรีเมืองบ้านบึง

๕. ดร.อติเทพ จริยเวชช์วัฒนา นายกเทศมนตรีเมืองบ้านฉาง

๖. นายอนุสรณ์ ลักษณลม้าย นายกเทศมนตรีเมืองอรัญญประเทศ

๗. นายสุภชัย งามสุคันธ์รัตนา นายกเทศมนตรีตำบลเขาฉกรรจ์

๘. นายกิจก้อง นาคทั่ง นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบางรักพัฒนา

๙. นายชนินทร์ ธรรมชูเชาวรัตน์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเสาธงหิน

๑๐.นายบรรเทิง พุ่มไสว นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบางแม่นาง

๑๑.นางสาวปราณี จิวเฉลิมมิตร ประธานสภาเทศบาลตำบลเขาฉกรรจ์

๑๒.นายปรารถนา พันธ์อุฬาร ประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบลเสาธงหิน

๑๓.นายเดช อิงคสิทธิ์ ปลัดเทศบาลเมืองบางบัวทอง

๑๔.นายสมชาย ตระการกีรติ ปลัดเทศบาลเมืองอรัญญประเทศ

๑๕.นางสาวสุวพักตร์ สังขมณี ปลัดเทศบาลตำบลเขาฉกรรจ์

๑๖.นายเทอดเกียรติ สุกใส รองปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดแม่ฮ่องสอน

๑๗.ว่าที่ร้อยเอกวชิระ เจริญศรี ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลบางแม่นาง

๑๘.นางอรุณี สุทธิเวช ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลบางรักพัฒนา

๑๙.นางจุรีรัตน์ หริรักษ์ ผู้อำนวยการกองการศึกษาเทศบาลเมืองบางบัวทอง

๒๐.นางพรเพ็ญ อยู่สุข ผู้อำนวยการกองสาธารณสุขเทศบาลเมืองบางบัวทอง

๒๑.นางกาญจนา เจริญนนทสิทธิ์ ผู้แทนชุมชนเทศบาลเมืองบางบัวทอง



ระยะเวลา

ระหว่างวันที่ ๘ - ๑๕ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๓ รวม ๘ วัน



กิจกรรม

๑. ศึกษาดูงานเกี่ยวกับการจัดการศึกษาวิทยาลัยชุมชน ณ Aims Community College มลรัฐโคโรลาโด ประเทศสหรัฐอเมริกา โดย Dr. Marilynn ”Marsi’ Liddell อธิการบดี Dr.Walt Richter (Board of Trustees) และ ดร.สมพล ดวงล้อมจันทร์ อดีตอาจารย์ Aims Community College

๒. ศึกษาดูงานเกี่ยวกับการจัดการศึกษาโรงเรียนในชุมชน ณ University Schoolsมลรัฐโคโรลาโด ประเทศสหรัฐอเมริกา โดย Sherry Gerner ผู้อำนวยการโรงเรียน Paul Kirkpatrick ครูใหญ่ฝ่ายมัธยมศึกษาตอนต้น Holly Sample ครูใหญ่ฝ่ายมัธยมศึกษาตอนปลาย และคณะกรรมการสถานศึกษา

๓. อภิปรายเกี่ยวกับวิทยาลัยชุมชน : บทบาทใหม่ที่ท้าทายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยรองศาสตราจารย์ ดร.มนตรี แย้มกสิกร คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา และดร.สมพล ดวงล้อมจันทร์ อดีตอาจารย์ Aims Community College



สรุปสาระความรู้



๑. แนวคิดเกี่ยวกับวิทยาลัยชุมชน

วิทยาลัยชุมชน เป็นสถานศึกษาระดับอุดมศึกษาระยะต้นที่จัดการศึกษาเพื่อผู้เรียนในชุมชนอย่างทั่วถึงโดยมุ่งสู่การประกอบอาชีพหรือสู่ปริญญาที่สูงขึ้น วิทยาลัยชุมชนจึงต้องกำหนดเป้าหมายให้ชัดว่า เป็นสถาบันการศึกษาที่ตอบสนองความต้องการของชุมชนในการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม การจัดตั้งวิทยาลัยชุมชนให้เป็นระบบอุดมศึกษาที่มีความหมายต่อชุมชนอย่างแท้จริง จึงควรตระหนักว่า วิทยาลัยชุมชนควรมีการจัดการศึกษาและจัดการเรียนการสอนอย่างไร จึงจะตอบสนองต่อความต้องการของชุมชน กลุ่มเป้าหมายของวิทยาลัยชุมชนคือใคร ปัจจัยความสำเร็จของวิทยาลัยชุมชนคืออะไร

หลักสูตรและการจัดการศึกษาของวิทยาลัยชุมชนจะต้องสร้างความเป็น Niche ของวิทยาลัยชุมชนขึ้นมา “Niche” หมายถึง ความมีตัวตนที่มีความเฉพาะเจาะจงหรือมีการออกแบบเฉพาะ (Tailor made) หรือยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ หรือมีการ Customization ให้เหมาะให้พอดีกับความเป็นวิทยาลัยชุมชน โดยทั่วไปจุดเน้นหลักสูตรการศึกษาของวิทยาลัยชุมชนมี ๓ แกน ดังนี้

แกนที่ ๑ หลักสูตรอนุปริญญาที่เน้นด้านวิชาการเป็นหลัก แกนวิชาการคือแกนที่นำไปสู่การต่อยอด ซึ่งแกนวิชาการหากวิเคราะห์จะพบว่าวิทยาลัยชุมชนเป็นส่วนหนึ่งของสถาบัน อุดมศึกษา แกนนี้ควรจะเป็นแกนหลักหรือไม่ ควรตั้งประเด็นหลักสูตรที่เปิดโดยใช้แกนวิชาการอนุปริญญาเพื่อการต่อยอดไประดับปริญญาตรี ควรจะเป็นร้อยละเท่าไรของอนุปริญญาที่กำลังจัดในแต่ละวิทยาลัยชุมชน

แกนที่ ๒ หลักสูตรอนุปริญญาที่เน้นด้านวิชาชีพเป็นหลัก หลักสูตรที่สำเร็จแล้วสามารถออกไปประกอบวิชาชีพได้ วิชาชีพนี้ไม่ได้หมายถึงวิชาชีพในด้านรวม เช่น วิชาชีพทางแพทย์ แต่เป็นเพียงพื้นฐานของการก้าวเข้าสู่วิชาชีพ แต่ในระดับหนึ่งของวิชาชีพบางประเภท อนุปริญญาสามารถที่จะไปประกอบวิชาชีพในส่วนนั้นได้ซึ่งจำเป็นต้องดำเนินการศึกษาวิเคราะห์

แกนที่ ๓ เป็นหลักสูตรเพื่อพัฒนาอาชีพที่มีความหลากหลาย แต่ต้องเป็นอาชีพจริงที่จบไปแล้ว ต้องรับรองว่าผู้สำเร็จการศึกษามีความรู้ มีทักษะและมีทัศนคติที่พร้อมจะประกอบอาชีพนั้น ๆ ส่วนนี้ยังไม่มีความเด่นชัดในเรื่องของหลักสูตรของวิทยาลัยชุมชน เพราะว่าหลักสูตรแกนวิชาการก็ดี แกนวิชาหลักก็ดี นำไปสู่ความพยายามที่จะพัฒนาไปสู่ระดับปริญญาตรีที่ตอบสนองความต้องการชุมชน สำเร็จการศึกษาแล้วสามารถประกอบอาชีพได้ไม่ว่าจะเป็นวุฒิการศึกษาใด แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นแต่อนุปริญญา การสร้างอาชีพยังคงเป็นจุดที่ขาดความชัดเจนในส่วนของบทบาทของวิทยาลัยชุมชน



โดยทั่วไป วิทยาลัยชุมชน มีแนวนโยบายหลักในเชิงบริหารจัดการ ดังนี้

๑) ตอบสนองการพัฒนาชุมชน ตั้งแต่ระดับจังหวัด อำเภอ เทศบาลองค์การบริหารส่วนจังหวัด และองค์การบริหารส่วนตำบล

๒) กำหนดนโยบายให้ชุมชนมีส่วนร่วม วิทยาลัยชุมชนควรรับฟังความต้องการของชุมชนท้องถิ่น แล้วผ่านกระบวนการกลั่นกรองจากกลไกของวิทยาลัย

๓) จัดการศึกษาให้แก่ชุมชนอย่างทั่วถึง โดยควรจัดให้ใกล้หรือในชุมชน เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้เรียน



๒. วิทยาลัยชุมชนในประเทศสหรัฐอเมริกา

วิทยาลัยชุมชน (Community college) เป็นสถาบันการศึกษาที่จัดการศึกษาในระดับ ต่ำกว่าปริญญาตรี มีการริเริ่มดำเนินการในประเทศสหรัฐอเมริกามานานกว่าร้อยปี ระยะเริ่มแรกเป็นการจัดการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น จนถึงประมาณปี พ.ศ. ๒๔๙๗ ได้เริ่มมีแนวคิดในการจัดการศึกษาเพื่อตอบสนองต่ออาชีพของคนในชุมชนเพิ่มขึ้น ปัจจุบันในประเทศสหรัฐอเมริกา มีวิทยาลัยชุมชนมากกว่า ๑,๒๐๐ แห่งทั่วประเทศ โดยมุ่งเปิดโอกาสให้ผู้เรียนในชุมชนได้เข้าศึกษาอย่างทั่วถึง เพื่อให้ผู้สำเร็จการศึกษามีการงานอาชีพและอาจศึกษาต่อในระดับสูงขึ้นได้

บทบาทของวิทยาลัยชุมชน

การจัดการศึกษาของวิทยาลัยชุมชนในประเทศสหรัฐอเมริกา มุ่งจัดการศึกษาใน ๒ วัตถุประสงค์ คือ จัดการศึกษาเพื่อตอบสนองความต้องการในการประกอบอาชีพของคนในชุมชน หรืออาจจัดการศึกษา เพื่อสร้างกำลังคนให้มีความพร้อมที่จะสร้างการแข่งขันให้ชุมชนของตนเอง และมีศักยภาพในการดึงดูดการลงทุน เพื่อให้นักลงทุนสนใจมาลงทุนสร้างสถานประกอบการในชุมชนนั้นๆ ก็ได้ การจัดการศึกษาในลักษณะแรกนี้ อาจจัดได้ทั้งลักษณะการฝึกอบรมมุ่งผลสัมฤทธิ์มากกว่าวุฒิบัตร หรือจะจัดหลักสูตรให้ได้วุฒิบัตร เช่น ระดับอนุปริญญา หรือ ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ก็ได้ ส่วนการจัดการศึกษาอีกลักษณะหนึ่ง คือ การจัดการศึกษาเพื่อปูพื้นฐานสำหรับคนที่ต้องการไปศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่ง คือ การจัดการศึกษาทั่วไป (General Education) ที่เทียบเท่ากับการเรียนชั้นปีที่ ๑-๒ ในระดับมหาวิทยาลัยซึ่งจะ เรียนรายวิชาพื้นฐานทั่วไป ได้แก่ ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์สำหรับชีวิตประจำวัน วิทยาศาสตร์ พื้นฐานเพื่อการดำรงชีวิต กฏหมายพื้นฐาน ภาษาไทย การพัฒนาบุคลิกภาพ การพัฒนาทักษะการคิด การดูแลสุขภาพ และอื่นๆ รวมแล้วประมาณ ๓๐ หน่วยกิต









ทำไมต้องเป็นวิทยาลัยชุมชน

หากจะถามว่า ทำไมต้องให้วิทยาลัยชุมชนจัดการศึกษาด้วย ทำไมไม่ให้มหาวิทยาลัยจัด หรือสถาบันการอาชีวศึกษาจัด อาจกล่าวได้ว่า มหาวิทยาลัยนั้นจัดได้แน่นอนและก็ต้องจัดอยู่แล้ว แต่สิ่งที่แตกต่างกันคือ มหาวิทยาลัยมีต้นทุนการดำเนินการที่สูงกว่าวิทยาลัยชุมชนแน่นอน เพราะอาจารย์มหาวิทยาลัยมีภารกิจต้องทำการวิจัยชั้นสูง แต่อาจารย์วิทยาลัยชุมชน มีหน้าที่เน้นหนักที่การสอน การจัดการวิทยาลัยชุมชนอาจจะกล่าวได้ว่าต้นทุนต่ำกว่า นอกจากนั้น โดยหลักการวิทยาลัยชุมชนมักจะตั้งอยู่ในท้องถิ่นที่ใกล้บ้าน นักศึกษาไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในเดินทาง ไม่ต้องเสียค่าเช่าที่พักเพิ่ม ช่วยลดปัญหาการดูแลความประพฤติเพราะอยู่กับครอบครัว ทำให้เกิดความผูกพันในครอบครัวมากขึ้น นอกจากนั้นการจัดชั้นเรียนของวิทยาลัยชุมชนจะจัดชั้นเรียนขนาดเล็กไม่เกิน ๓๐ คนต่อห้องเรียน ในขณะที่มหาวิทยาลัยอาจจัดชั้นเรียนรวมมากกว่า ๕๐๐ คนก็ยังมี เมื่อผู้เรียนเรียนจบอาจจะมี ๒ แนวทาง คือ ประกอบอาชีพได้ทันที หรือ ขอเทียบโอนหน่วยกิตเพื่อเข้ามหาวิทยาลัยโดยเรียนต่อในระดับปีที่ ๓-๔ ของมหาวิทยาลัยได้ทันที ซึ่งทำให้ต้นทุนการเรียนระดับปริญญาลดลงได้ การเรียนลักษณะนี้ในประเทศสหรัฐอเมริกา นักศึกษาในมหาวิทยาลัยมักจะเริ่มต้นเรียนที่วิทยาลัยชุมชนก่อนกว่าร้อยละ ๖๐ เมื่อจบจากวิทยาลัยชุมชนแล้ว จึงเทียบโอนหน่วยกิตเข้าต่อในมหาวิทยาลัยและตัดสินใจเลือกสาขาวิชา ที่ถนัดและชอบต่อไป



๓.การเกิดวิทยาลัยชุมชนในประเทศไทย

แนวคิดการจัดตั้งวิทยาลัยชุมชนประเทศไทย เกิดจากความจำเป็นในการผลิตกำลังคนเพื่อสนองความต้องการพัฒนาประเทศ และมีแนวความคิดที่จะใช้การจัดการศึกษาตามหลักการของวิทยาลัยชุมชนมาตั้งแต่ปีพ.ศ.๒๕๑๓มาจนถึงปัจจุบัน

- ในปี พ.ศ. ๒๕๑๓ ผู้แทนสัมมนาจากประเทศไทยเสนอเอกสาร "ความหวังของวิทยาลัยชุมชนในประเทศไทย (The Rising Expectation of Community colleges in Thailand)" ต่อที่ประชุม The American Association of Junior Colleges International Assembly ที่ฮอนโนลูลู มลรัฐฮาวาย ประเทศสหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ - ๕ มีนาคม ๒๕๑๓ โดยแสดงถึงความจำเป็นในการจัดตั้งวิทยาลัยชุมชนในประเทศไทย คือ "เพื่อสนองความต้องการอันยิ่งยวดของประเทศที่ต้องการให้กำลังคนที่มีความเชี่ยวชาญมากขึ้น จึงเป็นการสมควรที่ประเทศไทยจะเริ่มตั้งวิทยาลัยชุมชนสนองความต้องการรีบด่วนของประเทศ"

- ปี พ.ศ. ๒๕๑๕ - ๒๕๑๙ แผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติ ฉบับที่ ๓ กำหนดนโยบายการศึกษาระดับอุดมศึกษา ให้ส่งเสริมการศึกษาและทดลองการจัดการศึกษาแบบวิทยาลัยชุมชนเพื่อสนองความต้องการกำลังคนระดับกลางในแขนงวิชาที่ประเทศมีความต้องการมาก ตลอดจนปัญหาในระดับอุดมศึกษาที่จัดการศึกษาเพื่อคนส่วนน้อยไม่เกิดความเป็นธรรมในสังคม ปัญหาดังกล่าวเป็นอุปสรรคต่อความเจริญของประเทศ ดังนั้น คณะรัฐมนตรีจึงเห็นชอบให้เตรียมการปฏิรูปการศึกษา โดยคณะกรรมการทางพื้นฐานการปฏิรูปการศึกษาได้กำหนดเป้าหมายให้เป็น "การศึกษาเพื่อชีวิตและสังคม" โดยในด้าน "อุดมศึกษา" ได้กำหนดแนวทางการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงระบบและโครงสร้างอุดมศึกษาโดยกล่าวถึงวิทยาลัยชุมชนไว้๓ข้อคือ

๑) จัดให้มีทบวงอุดมศึกษา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระทรวงศึกษาธิการ โดยทำหน้าที่รับผิดชอบกำกับงานของมหาวิทยาลัยวิทยาลัยชุมชนและวิทยาลัยเอกชน

๒) กำหนดความมุ่งหมายของอุดมศึกษาให้ชัดเจน เพื่อทำหน้าที่ ๔ ประการ คือ สอน วิจัย

บริการทางวิชาการแก่สังคม และทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม โดยให้มหาวิทยาลัยทำหน้าที่ทั้ง ๔ ด้าน ส่วนวิทยาลัยชุมชนให้เน้นการสอนและการให้บริการวิชาการแก่ท้องถิ่น ทั้งนี้ให้แต่ละสถาบันกำหนด ความมุ่งหมายให้ชัดเจน เพื่อยึดเป็นแนวปฏิบัติที่เสริมสร้างซึ่งกันและกัน และช่วยเสริมสร้างโน้มนำสังคมที่พึงประสงค์

๓) จัดระบบอุดมศึกษาโดยรวมกลุ่มสถาบันอุดมศึกษาเข้าด้วยกันเพื่อปฏิบัติหน้าที่ได้สมบูรณ์ และไม่ซ้ำซ้อนในสถาบันที่อยู่ใกล้เคียงกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในต่างจังหวัดให้จัดรวมวิทยาลัยต่างๆเข้าด้วยกันเป็นวิทยาลัยชุมชน สำหรับแนวคิดในการจัดตั้งวิทยาลัยชุมชนมีหลักการว่า "การจัดตั้งวิทยาลัยชุมชนซึ่งเป็นสถาบันที่เปิดสอนระดับต่ำกว่าปริญญา โดยการรวมกลุ่มวิทยาลัยประเภทต่างๆที่มีอยู่แล้ว เช่น วิทยาลัยครู วิทยาลัยเทคนิค วิทยาลัยเกษตรกรรม วิทยาลัยพลศึกษา และวิทยาลัยพยาบาลที่ตั้งในจังหวัดต่างๆ ของภาคเดียวกัน จัดตั้งเป็นวิทยาลัยชุมชนประจำภาคขึ้น โดยถือว่าเป็นส่วนของสถาบันอุดมศึกษา ควรจะเริ่มดำเนินการได้ในแผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติ ฉบับที่ ๔ (พ.ศ. ๒๕๒๐ - ๒๔๒๔)" ดังนั้น ในแผนดังกล่าวจึงได้กำหนดไว้เป็นข้อหนึ่งในนโยบายการพัฒนาการศึกษาระดับอุดมศึกษา คือ "วางพื้นฐานการจัดตั้งวิทยาลัยชุมชนภาคต่างๆ ให้เหมาะสมตามขั้นตอนที่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคม"

- ปี พ.ศ. ๒๕๒๐ จัดตั้งวิทยาลัยชุมชนภูเก็ตขึ้นครั้งแรกโดยให้เป็นวิทยาเขตของมหาวิทยาลัย

สงขลานครินทร์ต่อมาในปีพ.ศ.๒๕๒๓ได้จัดตั้งขึ้นอีกแห่งที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี

- ปี พ.ศ. ๒๕๒๗ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ ๕ (พ.ศ. ๒๕๒๕ - ๒๕๒๙)

มีความจำเป็นต้องลดการผลิตครูและเพื่อให้มีการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด จึงจัดตั้ง

วิทยาลัยชุมชนขึ้นในวิทยาลัยครู ๔ แห่ง คือ วิทยาลัยชุมชนพิบูลสงคราม วิทยาลัยชุมชนอุบลราชธานี วิทยาลัยชุมชนนครราชสีมา และวิทยาลัยชุมชนนครศรีธรรมราช แต่ในระหว่างที่เตรียมการดำเนินงานวิทยาลัยชุมชนนั้น มีการแก้ไขพระราชบัญญัติวิทยาลัยครูให้เปิดสอนถึงระดับปริญญาตรีดังนั้นจึงไม่มีการดำเนินการวิทยาลัยชุมชนต่อ

- ปี พ.ศ. ๒๕๔๐ - ๒๕๔๔ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ ๘ ได้กล่าวถึงการ

ส่งเสริมการดำเนินงานในลักษณะวิทยาลัยประชาคม ที่มีหน้าที่จัดการศึกษา และฝึกอาชีพแก่ประชาชนและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในชุมชนในรูปแบบที่หลากหลายตามความสนใจ และความถนัดโดยไม่จำกัดพื้นฐานความรู้

แผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติ ฉบับที่ ๘ (พ.ศ. ๒๕๔๐ - ๒๕๔๔) แผนงานหลักที่ ๗ : การ

พัฒนาระบบอุดมศึกษา กำหนดให้ทบวงมหาวิทยาลัย กระทรวงศึกษาธิการ และหน่วยงานกลาง ร่วมกันปรับระบบอุดมศึกษาให้มีเอกภาพทางนโยบาย โดยจัดโครงสร้างอุดมศึกษา เป็น ๓ ระบบย่อย ได้แก่ ระบบมหาวิทยาลัยและสถาบันขั้นสูงที่มุ่งเน้นการวิจัย สร้างความรู้ใหม่และผลิตบัณฑิตระดับปริญญาโทและเอก ระบบมหาวิทยาลัยที่เน้นจัดการศึกษาระดับปริญญาตรีในสายวิชาการ วิชาชีพต่างๆ และการให้บริการวิชาการเป็นหลัก และระบบวิทยาลัยเฉพาะทางและวิทยาลัยชุมชนซึ่งอาจเป็นสาขาของมหาวิทยาลัยหรือวิทยาลัยที่มุ่งจัดการศึกษาวิชาชีพเฉพาะและวิชาสามัญ ในระดับอนุปริญญา หรือเทียบเท่าและฝึกอบรมระยะสั้นที่ตอบสนองต่อความต้องการของท้องถิ่น ทั้งนี้จะต้องมีความสัมพันธ์และสามารถเชื่อมโยงกันได้ในแต่ละแบบ

- ปี พ.ศ .๒๕๓๕ - ๒๕๓๙ แผนพัฒนาการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรรม ระยะที่ ๘ ของกระทรวงศึกษาธิการ กำหนดไว้ในมาตรการผลิตกำลังคนว่าให้ส่งเสริมและจัดตั้งสถานศึกษาด้านวิชาชีพให้กระจายไปสู่ภูมิภาคต่างๆ เฉพาะในระดับอำเภอให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน ชุมชนและการพัฒนาภูมิภาคนั้นๆ อย่างกว้างขวาง โดยเน้นการจัดการศึกษาตามแนวทางการจัดการศึกษาของวิทยาลัยชุมชนอย่างกว้างขวาง

- ปี พ.ศ. ๒๕๓๗ คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้กระทรวงศึกษาธิการจัดตั้งวิทยาลัยชุมชนขึ้น โดยให้สถาบันการศึกษาเฉพาะทาง ได้แก่ วิทยาลัยเกษตรกรรม วิทยาลัยพลศึกษา วิทยาลัยนาฏศิลป์ และวิทยาลัยช่างศิลป์ จำนวน ๗๗ แห่งทั่วประเทศ เป็นวิทยาลัยชุมชน โดยขยายฐานวิชาการจากเดิมให้มีบทบาทการจัดการศึกษาและบริการชุมชนให้กว้างขวางขึ้น และให้มีคณะกรรมการบริหารวิทยาลัยชุมชนขึ้นในกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศจัดตั้งวิทยาลัยชุมชน เมื่อวันที่ ๑๒ กันยายน พ.ศ. ๒๕๓๗ ให้มีชื่อตามที่วิทยาลัยเสนอมา ซึ่งวิทยาลัยชุมชนดังกล่าวดำเนินการได้ถึงปี พ.ศ. ๒๕๓๙ จึงได้ยุติตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการในขณะนั้น



๔. กรณีศึกษา Aims Community College

Aims Community College เป็นวิทยาลัยชุมชนที่ใหญ่ที่สุดในมลรัฐโคโรลาโด มีทั้งสิ้น ๓วิทยาเขต ได้แก่ Greeley Campus (วิทยาเขตหลัก) Fort Lupton Campus และ Loveland Campus โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจากเงินภาษีท้องถิ่น ด้วยเหตุนี้ Aims Community College จึงเน้นการจัดการศึกษาในลักษณะที่ตอบสนองต่อความต้องการของคนในชุมชนและท้องถิ่น นอกจากนี้ยังทำให้เป็นวิทยาลัยชุมชนที่มีค่าธรรมเนียมการศึกษาไม่สูง จึงเป็นที่นิยมของนักเรียนนักศึกษาที่มาเข้าศึกษาก่อนเข้าเรียนระดับมหาวิทยาลัย หรือประกอบอาชีพ



การบริหารงาน

การบริหารงานโดยมีอธิการบดีเป็นผู้รับผิดชอบ ซึ่งอธิการบดีจะแต่งตั้งรองอธิการบดีดูแลรับผิดชอบบริหารงานของแต่ละวิทยาเขต อธิการบดีดำเนินงานโดยอิสระ ไม่มีวาระการดำรงตำแหน่ง แต่จะมี Broad of Trustees ทำหน้าที่ประเมินผลการดำเนินงานของอธิการบดี สำหรับปัจจุบัน Dr. Marilynn ”Marsi’ Liddell ดำรงตำแหน่งอธิการบดี

Aims Community College จะมี Broad of Trustees ดูแลรับผิดชอบการกำหนดนโยบายและคัดเลือกผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดี คณะกรรมการเป็นคนที่ได้รับการเลือกมาจากชุมชน จำนวน ๕ คน มีวาระละ ๔ ปี ซึ่งไม่เกิน ๒ วาระ



พันธกิจ

Aims Community College เป็นวิทยาลัยชุมชนที่เปิดโอกาสทางการศึกษาอย่างเสมอภาคกัน โดยมีความร่วมมือกับสถานศึกษา มหาวิทยาลัย สถานประกอบการ องค์กรธุรกิจ และชุมชน จึงดำเนินการจัดการศึกษาตั้งแต่ระดับพื้นฐาน จนถึงระดับอุดมศึกษา การศึกษาต่อเนื่องเพื่อพัฒนาวิชาชีพที่สนองต่อความต้องการของท้องถิ่นและตลาดแรงงาน และการเรียนรู้ตลอดชีวิตของคนในท้องถิ่นและสังคมโลก โดยมีพันธกิจดังนี้

๑. จัดการศึกษาเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของคนในชุมชนและสังคมโลก

๒. จัดการศึกษาเพื่อเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย

๓. จัดการศึกษาเพื่อพัฒนาวิชาชีพของตลาดแรงงานและสถานประกอบการ









ประกาศนียบัตร/อนุปริญญา

๑. Associate Degree : Associate of Arts (AA) หรือ

Associate of Science (AS) Liberal Arts Degree

๒. Associate of Applied Science (AAS) Degree

๓. Certificate (Career & Technical Education)



โปรแกรมการศึกษา

Aims Community College ได้จัดโปรแกรมการศึกษาเพื่อตอบสนองความต้องการของชุมชนไว้หลากหลาย ดังนี้

๑. General Education Development เพื่อให้ผู้เรียนได้ศึกษาในวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ การอ่าน การเขียน วรรณกรรม และสังคมศาสตร์ ซึ่งผู้สำเร็จการศึกษาตามโปรแกรมดังกล่าวสามารถเทียบเท่าผู้จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ซึ่งได้รับการยอมรับให้โอนเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยหรือวิทยาลัยของรัฐในเขตมลรัฐโคโรลาโดได้

๒. Development / Remedial Education เพื่อให้นักเรียนที่ต้องการเข้าวิทยาลัยได้ศึกษาวิชาการอ่าน การเขียนและคณิตศาสตร์ เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเรียน หรือเป็นวิชาที่เปิดให้นักศึกษาที่เรียนในมหาวิทยาลัยได้ศึกษาเพิ่มเติมในวิชาที่ตนเองอ่อน ซึ่งโดยปกติมหาวิทยาลัยจะไม่เปิดสอนซ่อมเสริม

๓. Continuing Education เป็นโปรแกรมการศึกษาที่ได้จัดขึ้นตามความต้องการของตลาดแรงงานและสถานประกอบการต่าง ๆ ตลอดจนการพัฒนาวิชาชีพหรือทักษะด้านต่าง ๆ สำหรับคนที่ทำงานแล้ว ซึ่ง Aims Community College จะจัดโปรแกรมการศึกษาหรือพัฒนาหลักสูตรใหม่ตามความต้องการของตลาดแรงงานหรือสถานประกอบการ

๔. School to Career and Technical Education เป็นโปรแกรมการศึกษาเกี่ยวกับวิชาชีพต่าง ๆ เพื่อเข้าสู่ตลาดแรงงาน เช่น หลักสูตรช่างยนต์ ช่างไฟฟ้า ช่างคอมพิวเตอร์ โปรแกรมเมอร์ ผู้ช่วยพยาบาล ผู้ช่วยแพทย์ นักบัญชี/บริหารธุรกิจ นักผลิตรายการโทรทัศน์/วิทยุ นักเทคโนโลยีการศึกษา นักออกแบบเว็บไซต์ นักออกแบบกราฟิก เป็นต้น

๕. Senior Education เป็นโปรแกรมการศึกษาที่เปิดโอกาสการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้แก่ประชาชนทั่วไปได้พัฒนาทักษะต่าง ๆ และเพิ่มพูนความรู้ความสามารถที่ทันสมัยเพื่อพัฒนาศักยภาพของตนเอง เช่น โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ภาษาต่างประเทศ

๖. Intensive English Program จัดขึ้นสำหรับผู้สนใจทั่วโลกที่ต้องการพัฒนาความสามารถทางด้านภาษาอังกฤษโดยเรียนร่วมกับนักเรียนชาวอเมริกัน



การรับรองมาตรฐานการศึกษา

Aims Community College มีการรับรองมาตรฐานการศึกษาโดย North Central Associate ซึ่งเป็นหน่วยงานภาคเอกชน ที่อธิการบดีเป็นผู้คัดเลือก



สรุป

Aims Community College เป็นแนวคิดวิทยาลัยชุมชนที่เป็นแบบปฏิบัติที่ดี (Good Practice) ที่สามารถนำมาปรับใช้ในสำหรับการจัดการศึกษาของท้องถิ่นในประเทศไทยได้ ทั้งนี้ Aims Community College มีจุดแข็งในเรื่องงบประมาณที่ได้รับการสนับสนุนจากเงินภาษีของท้องถิ่น จึงทำให้วิทยาลัยสามารถจัดการศึกษาได้ยืดหยุ่นหลากหลาย ตามความต้องการของท้องถิ่นและคนในชุมชนที่เป็นผู้เสียภาษี นอกจากนี้การที่ Aims Community College ได้ทำความตกลงร่วมมือกับมหาวิทยาลัยภายในมลรัฐโคโรลาโด ทำให้การศึกษาของวิทยาลัยได้รับการยอมรับ สามารถเทียบโอนเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยของรัฐได้ ซึ่งเป็นจุดเด่นที่ทำให้มีนักศึกษาสนใจเข้าเรียนมากและนับว่าเป็นปัจจัยความสำเร็จของ Aims Community College

๕. กรณีศึกษา University Schools

University Schools ตั้งอยู่ในเมืองกรีลีย์ มลรัฐโคโรลาโด ประเทศสหรัฐอเมริกา จัดเป็นcharter school เปิดสอนตั้งแต่ระดับ K-12 เดิมเป็นโรงเรียนสาธิตของมหาวิทยาลัย Northern Colorado ต่อมาปรับเป็นโรงเรียนของชุมชน ได้รับเงินอุดหนุนจากภาษีของคนในชุมชน โดยประชาชนและผู้ปกครองมีส่วนร่วมมือกันวางแผน ดำเนินงานและกำกับดูแล มีการจัดตั้งกรรมการสถานศึกษาเพื่อทำหน้าที่บริหารจัดการ ดูแลงบประมาณและจัดหารายได้

คณะกรรมการสถานศึกษาจะแต่งตั้งผู้อำนวยการโรงเรียนทำหน้าที่บริหารจัดการ และมีครูใหญ่แต่ละคนรับผิดชอบในระดับ Middle school และ High school โดยปกติการคัดเลือกครูจะมีคณะกรรมการที่ประกอบด้วยนักเรียน ครูและผู้ปกครอง เป็นผู้คัดเลือก ส่วนการจัดชั้นเรียนจะมีนักเรียนไม่เกินห้องละ ๒๕ คน โดยมีครูประจำชั้นที่รับผิดชอบดูแลเด็กจนจบการศึกษา ซึ่งชุมชนมองว่าเป็นข้อดีของโรงเรียนที่ครูจะได้มีความเข้าใจและใกล้ชิดเด็กมาก สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนได้จัดให้มีการฝึกงาน การบริการชุมชน (๕๐ ชั่วโมง) Senior project และการตามศึกษาดูบุคคลในอาชีพต่าง ๆ ที่สนใจ

University Schools มีโปรแกรมแลกเปลี่ยนนักเรียนเพื่อเรียนรู้ภาษาและวัฒนธรรมกับโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และโรงเรียนสาธิต "พิบูลบำเพ็ญ“ มหาวิทยาลัยบูรพา โดยแต่ละปีจะแลกเปลี่ยนนักเรียนไม่เกิน ๘ คน เนื่องจากมีข้อจำกัดในเรื่อง Host family



๖. ข้อเสนอในการปรับเปลี่ยนแนวคิดวิทยาลัยชุมชน

สังคมไทยมองสถานภาพความเป็นสถาบันอุดมศึกษาของวิทยาลัยชุมชน ในลักษณะที่มีคลาดเคลื่อน เข้าใจผิด ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ยาก ความมีตัวตนของวิทยาลัยชุมชน สังคมรับรู้แล้วว่าเกิดวิทยาลัยชุมชน รู้ว่าวิทยาลัยชุมชนอยู่ในกระทรวงศึกษาธิการ รู้ว่าวิทยาลัยชุมชนไม่ใช่อาชีวศึกษา ไม่ใช่มหาวิทยาลัย มีความรู้พอสมควรว่ามันเกิดความมีตัวตนของวิทยาลัยชุมชนในสังคม แต่ความเข้าใจในหมู่สถาบันอุดมศึกษา มีความแตกต่างกัน นโยบายที่ต้องการให้วิทยาลัยชุมชนเหลียวมองมหาวิทยาลัยและไปเกาะเกี่ยวกับมหาวิทยาลัย แต่ในส่วนของมหาวิทยาลัยเองยังมองไม่ชัดว่าวิทยาลัยชุมชนคืออะไร ความพยายามจะทำให้เกิดความชัดเจนในหมู่มหาวิทยาลัย คือ การสร้างเครือข่ายในสถาบันอุดมศึกษา ซึ่งมหาวิทยาลัยทุกแห่งอยู่ในเครือข่ายหมด รวมทั้งสถาบันอุดมศึกษาในระดับต่ำกว่าปริญญาตรี คือ วิทยาลัยชุมชน ดังนั้น การที่เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายสถาบันอุดมศึกษาในภูมิภาคต่างๆ เป็นการเริ่มต้นที่ดีที่จะเสนอบทบาทให้มหาวิทยาลัยรู้ว่าวิทยาลัยชุมชนเกิดขึ้นแล้ว และมีบทบาทที่ไม่แตกต่างเพียงแต่พันธกิจอำนาจหน้าที่แตกต่างกัน นั่นคือ เรื่องของสถานภาพที่เน้นความมีตัวตนของวิทยาลัยชุมชน

สำหรับข้อเสนอแนะเพื่อการปรับปรุงกระบวนการต่างๆ ในวิทยาลัยชุมชนนั้น ควรดำเนินการ ๓ ด้าน ดังนี้

๑. ศึกษาวิเคราะห์สถานภาพวิทยาลัยชุมชนที่มั่นคง โดยเน้นการเป็นสถาบันอุดมศึกษาที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาวิชาการและวิชาชีพในระดับต่ำกว่าปริญญา

๒ .กระบวนการพัฒนาระบบหลักสูตรการเรียนการสอนเพื่อการสร้างอาชีพ มีนโยบายให้เป็นจุดเน้น การปรับปรุงกระบวนการผลิตกำลังคนระดับกลางของประเทศที่ตอบสนองการทำงานในชุมชน และตอบสนองการพัฒนาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมในชุมชนโดยยึดทรัพยากรในพื้นที่เป็นหลัก

๓. ควรปรับปรุงระบบการบริหารจัดการ โดยกำหนดบทบาทของสภาวิทยาลัยชุมชน บทบาทของอาจารย์ในวิทยาลัยชุมชน บทบาทของผู้บริหารวิทยาลัยชุมชน และผู้ปฏิบัติการในวิทยาลัยชุมชนให้ชัดเจน ควรให้สภาวิทยาลัยชุมชนเป็นองค์กรสูงสุดในการกำหนดนโยบาย และทิศทางการขับเคลื่อนวิทยาลัยชุมชนที่เป็นอิสระ ทั้งนี้สภาวิทยาลัยชุมชนนั้นคือองค์กรสูงสุดที่จะดูแลวิทยาลัยชุมชนในจังหวัดนั้น ดังนั้นวิทยาลัยชุมชนต้องรายงานผลการดำเนินงานต่อคนในชุมชนนั้น ซึ่งเป็นคนที่จะใช้วิทยาลัยชุมชนให้เกิดประโยชน์ต่อตนเอง นอกจากนี้สภาวิทยาลัยชุมชนควรมีกลไกในการตรวจสอบประสิทธิภาพการบริหารของวิทยาลัยชุมชน ในขณะเดียวกันสภาวิทยาลัยชุมชนต้องมีระบบสำหรับตรวจสอบและประเมินตนเอง สภาวิทยาลัยชุมชนจะต้องผ่านกระบวนการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง



๗. บทบาทเชิงรุกในการจัดการศึกษาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

หากจะถามว่า วิทยาลัยชุมชนที่มีอยู่ในประเทศไทยขณะนี้ จำนวน ๒๐ แห่งทั่วประเทศเพียงพอหรือยัง ต้องตอบว่า ยังไม่พอที่จะตอบสนองต่อความต้องการการพัฒนากำลังคนระดับกลางลงไปถึงล่าง ยิ่งยุคปัจจุบัน ค่านิยมคนไทยหันส่งบุตรหลานเข้ามหาวิทยาลัย หวังจะนั่งโต๊ะทำงานมากกว่าจะปฏิบัติการ ทำให้ประเทศไทยมีศักยภาพในการแข่งขันต่ำลง ขาดแรงงานระดับกลางอย่างหนัก จะพบได้จากเป้าหมายการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง กำหนดสัดส่วน ผู้เรียนสายสามัญต่อสายอาชีพ ให้ได้อย่างน้อย ๔๐ ต่อ ๖๐ แต่ในปัจจุบันสัดส่วนกลับทิศทางกัน ซึ่งการกำหนดเป้าหมายเช่นนี้นับเป็นตัวเร่งให้ยิ่งต้องพิจาณาการจัดตั้งวิทยาลัยชุมชนให้มากขึ้นและเข้มแข็งมากขึ้น

การจัดตั้งวิทยาลัยชุมชน โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ต้องการผู้นำเชิงรุกและกล้าหาญที่จะเดินหน้าต่อสู้ และไม่ย่อท้อต่อปัญหาและอุปสรรคที่กีดขวางนานัปประการ ต้องการนายกเทศมนตรี หรือ นายกองค์การบริหารส่วนตำบล หรือ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดที่มีวิสัยทัศน์และเห็นความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงชุมชนของตนเองอย่างจริงจัง มิใช่เพียงแค่สยบยอมต่ออำนาจที่รัฐหรือกระทรวงเขียนกรอบไว้ จะต้องจุดพลุความคิดอย่างต่อเนื่อง “ไม่มีปัญหาหรือนวัตกรรมใดจะเกิดขึ้นได้โดยง่าย”

การจัดตั้งวิทยาลัยชุมชน จำเป็นต้องชี้ให้สังคมยอมรับว่ามีความสำคัญและจำเป็นต่อการพัฒนาศักยภาพของคนในท้องถิ่น จะต้องทำให้ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ตระหนักและเปิดโอกาสให้ท้องถิ่นมีการพัฒนาการศึกษา มีการพัฒนาคนมากกว่าพัฒนาวัตถุ พัฒนาถนนหนทาง มีแต่วัตถุโดยขาดคนคุณภาพ เมื่อองค์กรต้นสังกัดเห็นชอบแล้ว หน่วยงานที่จะต้องมีส่วนเกี่ยวข้องอีกหน่วยงานหนึ่ง คือ สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งโดยหลักการแล้วเชื่อว่า สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา จะสนับสนุนแนวทางนี้เพราะเป็นการมีส่วนร่วมของท้องถิ่นในการจัดการศึกษา เป็นไปตามรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว



๘. บทสรุป : เส้นทางที่ถูกบังคับอย่างไรก็ต้องเกิดแต่ใครจะเป็นผู้ชูธงนำคนแรก

วิทยาลัยชุมชน กับบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อย่างไรก็ต้องเกิดแน่นอน ไม่เร็วก็ช้า เพราะท้องถิ่นจะต้องหันมาพัฒนาคน เนื่องจากปัจจุบัน ถนน ตรอก ซอย ได้สร้างจนไม่มีจะให้ทำ ต่อไปต้องหันมาพัฒนาคน และการพัฒนาคนก็เริ่มจากการจัดสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน และปัจจุบันหลายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่างจัดได้ดีมาก ต่อไปต้องไต่ระดับสูงกว่าการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างแน่นอน ดังเช่น กรุงเทพมหานครกำลังดำเนินการก่อตั้งมหาวิทยาลัย ดังนั้นจึงขอเชิญชวน นายกเทศมนตรี นายกองค์การบริหารส่วนตำบล และนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด ที่มีวิสัยทัศน์และต้องการเป็น “วีรบุรุษ” มากกว่าเป็น “นักการเมือง” ประจำท้องถิ่น จะต้องสร้างสิ่งที่ก่อให้เกิดผลกระทบระยะยาวมากกว่าการสร้างสิ่งที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า การสร้างและพัฒนาคน ใช้เวลานานจึงจะเห็นผลแต่คุ้มค่าสำหรับการลงทุน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใดจะเป็นผู้นำและเข้าใจเรื่องนี้ก่อน เป็นเรื่องท้าทายผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกคน