วันจันทร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2553

การก่อรูปการดูแลสุขภาพแบบชีวจิต

โสมพรรณ ถิ่นว่อง.2545. การก่อรูปการดูแลสุขภาพแบบชีวจิต.ดุษฎีนิพนธ์การศึกษาดุษฎี
บัณฑิต, สาขาพัฒนศึกษาศาสตร์. บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

คณะกรรมการควบคุม ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เพ็ญสิริ จีระเดชากุล
รองศาสตราจารย์ ดร.นภาภรณ์ หะวานนท์
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุรวุฒิ ปัดไธสง

ความสำคัญของปัญหา
กระแสความนิยมในสังคมที่เกิดขึ้นในช่วงปี พ.ศ. 2541 ต่อการดูแลสุขภาพแบบชีวจิตนั้น เห็นได้ชัดเจนจากปรากฏการณ์อย่างน้อยสองประการ คือประการแรก หนังสือชุดชีวจิตจำนาน 4 เล่ม คือ ชีวจิต : การใช้ชีวิตอย่างเข้าใจธรรมชาติ, มะเร็งแห่งชีวิต, ชีวิตเริ่มต้นเมื่อ 70 และกูแน่ ที่เขียนโดย สาทิส อินทรกำแพง ประการที่สอง การเกิดเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพชนิดใหม่ขึ้น ที่เรียกว่าน้ำอาร์ซี ที่ผู้คนเข้าใจว่าน้ำอาร์ซีสามารถรักษาโรคมะเร็งได้ กระแสนิยมในการดูแลแบบชีวจิตเปรียบเสมือนหนึ่งที่ประชาชนให้การยอมรับ อีกทั้งกรณีตัวอย่างผู้ป่วยโรคมะเร็งรักษาแบบชีวจิตแล้วหาย ปรากฏการณ์การรักษาด้วยชีวจิตยังมีข่าวคราวว่ารักษาหายอย่างต่อเนื่องและเป็นการรักษาโดยอาศัยการกินอยู่แบบชีวิตประจำวัน กินธรรมชาติ คุณค่าจากธรรมชาติ ที่ไม่มีสิ่งเจอปนของสารเคมี จากกระแสดังกล่าวมาในเรื่องของการดูแลให้มีสุขภาพที่ดีจึงมีความสำคัญเป็นอันดับแรก
กล่าวได้ว่าชีวจิตคือร่างกาย (body and mind) การสมบูรณ์ทั้งกายและใจอย่างมีความสุข โดยยึดหลักธรรมชาติเป็นหลัก
ความจริงการรักษาแพทย์แผนปัจจุบันจะเน้นการรักษาโรคที่เกิดจากเชื้อโรคและอาการจากอุบัติเหตุเฉียบพลันต่างๆ แต่ปัจจุบันโรคได้มีการพัฒนาจากการติดเชื้อเป็นการเรื้อรัง ซึ่งเป็นโรคที่เกี่ยวเนื่องกัน และสภาพเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จึงจำเป็นต้องมีการรักษาที่แตกต่างกันไป ด้วยเหตุนี้เองการรักษารูปแบบอื่นจึงเข้ามามีบทบาท รวมถึงการรักษาแบบชีวจิต ซึ่งเป็นความรู้ที่ถูกสร้างขึ้นมานี้ก็มีกระบวนการในการจัดกระทำเพื่อให้ความรู้เป็นที่ยอมรับ และดำรงอยู่ได้ในสังคมที่มีการแพทย์แผนปัจจุบันเป็นการแพทย์กระแสหลัก ประเด็นนี้คือจุดสำคัญในการศึกษานี้

คำถามงานวิจัย
การวิจัยนี้มุ่งตอบคำถามของการวิจัยว่า ความรู้ของการดูแลสุขภาพแบบชีวจิต ถูกสร้างขึ้นมาได้อย่างไร ภายใต้เงื่อนไขใดบ้างที่ทำให้ชีวิตเปิดพื้นที่ของการแพทย์แผนปัจจุบัน ซึ่งเป็นการแพทย์กระแสหลักขึ้นได้ และมีกระบวนการในการตอกย้ำอย่างไรจึงทำให้เป็นที่ยอมรับและดำรงอยู่ได้ในสังคม

วัตถุประสงค์ของการวิจัย
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อคลี่คลายให้เห็นถึง กระบวนการก่อรูปของการดูแลสุขภาพแบบชีวจิต
ปัญหาการวิจัย
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
การวิจัยนี้จะเป็นการเปิดพื้นที่มุมมองใหม่ในการดูแลสุขภาพ เพื่อให้อำนาจแก่ปัจเจกบุคคลให้มีความสามารถในการดูแลสุขภาพของตนเองได้มากขึ้น แทนที่จะเป็นอยู่แบบเดิมที่การดูแลสุขภาพถูกกำหนดตัวอำนาจของวาทกรรมการแพทย์แผนปัจจุบัน ซึ่งทำให้ปัจเจกบุคคลมีฐานะเป็นเพียงชายของแห่งอำนาจนั้น

ขอบเขตการศึกษา
ผู้วิจัยได้กำหนดแนวทางในการนำเสนอแนวคิดและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องโดยแยกเป็นหลักๆออกเป็น 4 ประเด็น คือ ประเด็นที่ 1 ฐานของแพทย์แผนปัจจุบัน, ประเด็นที่ 2 กระบวนการสถาปนาการแพทย์แผนปัจจุบัน, ประเด็นที่ 3 อัตลักษณ์ของการแพทย์แผนปัจจุบัน และประเด็นสุดท้ายคือ กระบวนการก่อรูปของการดูแลสุขภาพแบบชีวจิต

กรอบแนวคิดในการวิจัย
ความมุ่งหมายของการศึกษาครั้งนี้ ต้องการที่จะสืบค้นถึงกระบวนการก่อรูปของการดูแลสุขภาพแบบชีวจิต เพื่อที่จะคลี่คลายให้เห็นว่า การก่อรูปของการดูแลสุขภาพแบบชีวจิตเกิดขึ้นมาได้อย่างไร โดยมองว่าชีวจิตก็เป็นกระบวนการระบบดูแลสุขภาพ เช่นเดียวกับแพทย์แผนปัจจุบัน เพียงแต่ชีวจิตเกิดจากฐานคติของวิทยาศาสตร์แบบองค์รวม การวิจัยศึกษานี้จึงแบ่งได้ 2 ประเด็นได้แก่
1. ประเด็นแรก ศึกษาเงื่อนไขของการก่อรูปของความรู้การดูแลสุขภาพแบบชีวจิตภายใต้สังคมที่มีระบบการแพทย์แผนปัจจุบันเป็นแพทย์กระแสหลัก
2. ประเด็นที่สอง ศึกษาถึงการก่อรูปการดูแลสุขภาพแบบชีวจิต

สนาม
ผู้ศึกษาได้ศึกษา ด้านฐานคิด ความรู้ และกระบวนการสร้างสถาบัน ที่เกี่ยวข้องการดูแลสุขภาพแบบชีวจิต จากเอกสาร สื่อค่างๆ รวมถึงการสัมภาษณ์ระดับลึก โดยแยกประเภทดังนี้
ประเภทแรก เอกสาร สิ่งพิมพ์เผยแพร่เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพแบบชีวจิต ได้แก่
1. หนังสือการใช้ชีวิตอย่างเข้าใจธรรมชาติ, มะเร็งแห่งชีวิต, ชีวิตเริ่มต้นเมื่อ 70 และกูแน่
2. นิตยสารรายปักษ์ ชื่อ ชีวจิต จำนวน 9 ฉบับ ฉบับที่ 1,2,3,4,5,6,7,15,78
3. หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ตั้งแต่ฉบับวันที่ 2 กันยายน 2544 ถึงวันที่ 8 ตุลาคม 2544 รวม 8 ฉบับ
ประเภทที่สอง สื่อทางวิดิทัศน์ เรื่อง กินอยู่อย่างชีวจิต
ประเภทที่สาม การสัมภาษณ์ระดับลึก จากบุคลที่มีส่วนก่อตั้ง และผู้ป่วยที่ดูแลแบบชีวจิต ของกรุงเทพมหานคร และจังหวัดราชบุรี จำนวน 15 คน

การเข้าสู่สนาม
ผู้ศึกษาศึกษาเอกสาร วิดิทัศน์ และการสัมภาษณ์ระดับลึก (in-depth interview) แนวคำถามลักษณะปลายเปิด มีการขออนุญาตบันทึกเสียง พร้อมจดประเด็นสำคัญในขณะสัมภาษณ์ ทั้งนี้ผู้วิจัยได้ทำแนวคำถามเป็น 3 ชุด เพื่อลักษณะแตกต่างกันคือ แบบสัมภาษณ์สำหรับผู้ป่วย, แบบสัมภาษณ์สำหรับผู้ที่สุขภาพดีที่มาร่วมกลุ่มออกกำลังกาย และแบบสัมภาษณ์ผู้นำกลุ่มออกกำลังกาย

ผลการวิจัย
แม้การดูแลสุขภาพแบบชีวจิตจะสามารถเปิดพื้นที่ขึ้นมาได้แล้วในสังคม แต่การขยายพื้นที่ของชีวจิตมีความยากลำบาก หากพิจารณาถึงการไม่สอดคล้องกับแนวคิดของคนส่วนใหญ่ ที่มองว่าชีวจิตทวนกระแสการแพทย์แผนปัจจุบันไม่ได้ และชีวจิตไม่มีความรู้ที่เป็นศาสตร์ของตนเองรองรับซึ่งความจริงข้อนี้ คือผู้ป่วยที่ได้รับการดูแลแบบอย่างชีวจิตจนหายกลับต้องเดินทางไปโรงพยาบาลอีกครั้ง เพื่อเดินทางไปรับการตรวจจะเครื่องมือแพทย์แผนปัจจุบัน การรักษาแบบชีวจิตที่ต้องพึงตระหนักได้แก่ อาหาร การออกกำลังกาย และการบริหารจิตใจ ต้องควรปฏิบัติทั้งหมด

การก่อรูปการดูแลสุขภาพแบบชีวจิต

โสมพรรณ ถิ่นว่อง.2545. การก่อรูปการดูแลสุขภาพแบบชีวจิต.ดุษฎีนิพนธ์การศึกษาดุษฎี
บัณฑิต, สาขาพัฒนศึกษาศาสตร์. บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

คณะกรรมการควบคุม ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เพ็ญสิริ จีระเดชากุล
รองศาสตราจารย์ ดร.นภาภรณ์ หะวานนท์
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุรวุฒิ ปัดไธสง

ความสำคัญของปัญหา
กระแสความนิยมในสังคมที่เกิดขึ้นในช่วงปี พ.ศ. 2541 ต่อการดูแลสุขภาพแบบชีวจิตนั้น เห็นได้ชัดเจนจากปรากฏการณ์อย่างน้อยสองประการ คือประการแรก หนังสือชุดชีวจิตจำนาน 4 เล่ม คือ ชีวจิต : การใช้ชีวิตอย่างเข้าใจธรรมชาติ, มะเร็งแห่งชีวิต, ชีวิตเริ่มต้นเมื่อ 70 และกูแน่ ที่เขียนโดย สาทิส อินทรกำแพง ประการที่สอง การเกิดเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพชนิดใหม่ขึ้น ที่เรียกว่าน้ำอาร์ซี ที่ผู้คนเข้าใจว่าน้ำอาร์ซีสามารถรักษาโรคมะเร็งได้ กระแสนิยมในการดูแลแบบชีวจิตเปรียบเสมือนหนึ่งที่ประชาชนให้การยอมรับ อีกทั้งกรณีตัวอย่างผู้ป่วยโรคมะเร็งรักษาแบบชีวจิตแล้วหาย ปรากฏการณ์การรักษาด้วยชีวจิตยังมีข่าวคราวว่ารักษาหายอย่างต่อเนื่องและเป็นการรักษาโดยอาศัยการกินอยู่แบบชีวิตประจำวัน กินธรรมชาติ คุณค่าจากธรรมชาติ ที่ไม่มีสิ่งเจอปนของสารเคมี จากกระแสดังกล่าวมาในเรื่องของการดูแลให้มีสุขภาพที่ดีจึงมีความสำคัญเป็นอันดับแรก
กล่าวได้ว่าชีวจิตคือร่างกาย (body and mind) การสมบูรณ์ทั้งกายและใจอย่างมีความสุข โดยยึดหลักธรรมชาติเป็นหลัก
ความจริงการรักษาแพทย์แผนปัจจุบันจะเน้นการรักษาโรคที่เกิดจากเชื้อโรคและอาการจากอุบัติเหตุเฉียบพลันต่างๆ แต่ปัจจุบันโรคได้มีการพัฒนาจากการติดเชื้อเป็นการเรื้อรัง ซึ่งเป็นโรคที่เกี่ยวเนื่องกัน และสภาพเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จึงจำเป็นต้องมีการรักษาที่แตกต่างกันไป ด้วยเหตุนี้เองการรักษารูปแบบอื่นจึงเข้ามามีบทบาท รวมถึงการรักษาแบบชีวจิต ซึ่งเป็นความรู้ที่ถูกสร้างขึ้นมานี้ก็มีกระบวนการในการจัดกระทำเพื่อให้ความรู้เป็นที่ยอมรับ และดำรงอยู่ได้ในสังคมที่มีการแพทย์แผนปัจจุบันเป็นการแพทย์กระแสหลัก ประเด็นนี้คือจุดสำคัญในการศึกษานี้

คำถามงานวิจัย
การวิจัยนี้มุ่งตอบคำถามของการวิจัยว่า ความรู้ของการดูแลสุขภาพแบบชีวจิต ถูกสร้างขึ้นมาได้อย่างไร ภายใต้เงื่อนไขใดบ้างที่ทำให้ชีวิตเปิดพื้นที่ของการแพทย์แผนปัจจุบัน ซึ่งเป็นการแพทย์กระแสหลักขึ้นได้ และมีกระบวนการในการตอกย้ำอย่างไรจึงทำให้เป็นที่ยอมรับและดำรงอยู่ได้ในสังคม

วัตถุประสงค์ของการวิจัย
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อคลี่คลายให้เห็นถึง กระบวนการก่อรูปของการดูแลสุขภาพแบบชีวจิต
ปัญหาการวิจัย
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
การวิจัยนี้จะเป็นการเปิดพื้นที่มุมมองใหม่ในการดูแลสุขภาพ เพื่อให้อำนาจแก่ปัจเจกบุคคลให้มีความสามารถในการดูแลสุขภาพของตนเองได้มากขึ้น แทนที่จะเป็นอยู่แบบเดิมที่การดูแลสุขภาพถูกกำหนดตัวอำนาจของวาทกรรมการแพทย์แผนปัจจุบัน ซึ่งทำให้ปัจเจกบุคคลมีฐานะเป็นเพียงชายของแห่งอำนาจนั้น

ขอบเขตการศึกษา
ผู้วิจัยได้กำหนดแนวทางในการนำเสนอแนวคิดและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องโดยแยกเป็นหลักๆออกเป็น 4 ประเด็น คือ ประเด็นที่ 1 ฐานของแพทย์แผนปัจจุบัน, ประเด็นที่ 2 กระบวนการสถาปนาการแพทย์แผนปัจจุบัน, ประเด็นที่ 3 อัตลักษณ์ของการแพทย์แผนปัจจุบัน และประเด็นสุดท้ายคือ กระบวนการก่อรูปของการดูแลสุขภาพแบบชีวจิต

กรอบแนวคิดในการวิจัย
ความมุ่งหมายของการศึกษาครั้งนี้ ต้องการที่จะสืบค้นถึงกระบวนการก่อรูปของการดูแลสุขภาพแบบชีวจิต เพื่อที่จะคลี่คลายให้เห็นว่า การก่อรูปของการดูแลสุขภาพแบบชีวจิตเกิดขึ้นมาได้อย่างไร โดยมองว่าชีวจิตก็เป็นกระบวนการระบบดูแลสุขภาพ เช่นเดียวกับแพทย์แผนปัจจุบัน เพียงแต่ชีวจิตเกิดจากฐานคติของวิทยาศาสตร์แบบองค์รวม การวิจัยศึกษานี้จึงแบ่งได้ 2 ประเด็นได้แก่
1. ประเด็นแรก ศึกษาเงื่อนไขของการก่อรูปของความรู้การดูแลสุขภาพแบบชีวจิตภายใต้สังคมที่มีระบบการแพทย์แผนปัจจุบันเป็นแพทย์กระแสหลัก
2. ประเด็นที่สอง ศึกษาถึงการก่อรูปการดูแลสุขภาพแบบชีวจิต

สนาม
ผู้ศึกษาได้ศึกษา ด้านฐานคิด ความรู้ และกระบวนการสร้างสถาบัน ที่เกี่ยวข้องการดูแลสุขภาพแบบชีวจิต จากเอกสาร สื่อค่างๆ รวมถึงการสัมภาษณ์ระดับลึก โดยแยกประเภทดังนี้
ประเภทแรก เอกสาร สิ่งพิมพ์เผยแพร่เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพแบบชีวจิต ได้แก่
1. หนังสือการใช้ชีวิตอย่างเข้าใจธรรมชาติ, มะเร็งแห่งชีวิต, ชีวิตเริ่มต้นเมื่อ 70 และกูแน่
2. นิตยสารรายปักษ์ ชื่อ ชีวจิต จำนวน 9 ฉบับ ฉบับที่ 1,2,3,4,5,6,7,15,78
3. หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ตั้งแต่ฉบับวันที่ 2 กันยายน 2544 ถึงวันที่ 8 ตุลาคม 2544 รวม 8 ฉบับ
ประเภทที่สอง สื่อทางวิดิทัศน์ เรื่อง กินอยู่อย่างชีวจิต
ประเภทที่สาม การสัมภาษณ์ระดับลึก จากบุคลที่มีส่วนก่อตั้ง และผู้ป่วยที่ดูแลแบบชีวจิต ของกรุงเทพมหานคร และจังหวัดราชบุรี จำนวน 15 คน

การเข้าสู่สนาม
ผู้ศึกษาศึกษาเอกสาร วิดิทัศน์ และการสัมภาษณ์ระดับลึก (in-depth interview) แนวคำถามลักษณะปลายเปิด มีการขออนุญาตบันทึกเสียง พร้อมจดประเด็นสำคัญในขณะสัมภาษณ์ ทั้งนี้ผู้วิจัยได้ทำแนวคำถามเป็น 3 ชุด เพื่อลักษณะแตกต่างกันคือ แบบสัมภาษณ์สำหรับผู้ป่วย, แบบสัมภาษณ์สำหรับผู้ที่สุขภาพดีที่มาร่วมกลุ่มออกกำลังกาย และแบบสัมภาษณ์ผู้นำกลุ่มออกกำลังกาย

ผลการวิจัย
แม้การดูแลสุขภาพแบบชีวจิตจะสามารถเปิดพื้นที่ขึ้นมาได้แล้วในสังคม แต่การขยายพื้นที่ของชีวจิตมีความยากลำบาก หากพิจารณาถึงการไม่สอดคล้องกับแนวคิดของคนส่วนใหญ่ ที่มองว่าชีวจิตทวนกระแสการแพทย์แผนปัจจุบันไม่ได้ และชีวจิตไม่มีความรู้ที่เป็นศาสตร์ของตนเองรองรับซึ่งความจริงข้อนี้ คือผู้ป่วยที่ได้รับการดูแลแบบอย่างชีวจิตจนหายกลับต้องเดินทางไปโรงพยาบาลอีกครั้ง เพื่อเดินทางไปรับการตรวจจะเครื่องมือแพทย์แผนปัจจุบัน การรักษาแบบชีวจิตที่ต้องพึงตระหนักได้แก่ อาหาร การออกกำลังกาย และการบริหารจิตใจ ต้องควรปฏิบัติทั้งหมด