ความสัมพันธ์ระหว่างเพศสัมพันธ์ก่องแต่งงานในวัยรุ่น.ดุษฎีนิพนธ์การศึกษาดุษฎี

นิมิต มั่งมีทรัพย์.2542. ความสัมพันธ์ระหว่างเพศสัมพันธ์ก่องแต่งงานในวัยรุ่น.ดุษฎีนิพนธ์การศึกษาดุษฎี

บัณฑิต, สาขาพัฒนศึกษาศาสตร์. บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร

คณะกรรมการควบคุม รองศาสตราจารย์ ดร.นภาภรณ์ หะวานนท์

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุรวุฒิ ปัดไธสง

ดร.เจือจันทร์ จงสถิตอยู่

ความสำคัญของปัญหา

เพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงานของวัยรุ่นเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมที่มีความหมายและมีความแตกต่างหลากหลายไปตามบริบทของสังคม ปรากฏการณ์ของการมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงานของวัยรุ่น อาจกล่าวได้ว่าเป็นเรื่องปกติในสังคม โดยเฉพาะสังคมชาติตะวันตก แต่สังคมไทยด้วยตัวบทบาททางขนบธรรมเนียมประเพณีที่เข้มงวดกลับมีจำนวนไม่น้องที่มีการเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร และมีปัญหาเพิ่มจำนวนมากขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งช่วงหมู่วัยรุ่น วัยเรียน แม้ว่าปัจจุบันเรื่องเพศสัมพันธ์ในกลุ่มวัยรุ่นจะมีความแตกต่างหลากหลายไปตามสภาพแวดล้อมและบริบทของสังคม แต่ปัจจัยหนึ่งที่สำคัญและส่งผลต่อปัญหาดังกล่าว เกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจ สังคม ตลอดจนปัจจัยส่วนบุคคลที่ทำให้วัยรุ่นทั้งชายและหญิงมีการพัฒนาด้านร่างกายการเจริญพันธ์อย่างรวดเร็ว ในสังคมไทยถือว่าการมีเพศสัมพันธ์เป็นวัฒนธรรมของเพศชาย เด็ก วันรุ่นชายส่วนใหญ่รู้เรื่องการมีเพศสัมพันธ์จากแหล่งต่างๆ รวมถึงแหล่งเรียนรู้ชีวิตจริง (หญิงขายบริการ) แต่สำหรับการมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงานของผู้หญิงกลับมองว่าไม่ถูกไม่ควร ขัดต่อบรรทัดฐานของสังคมไทย ด้วยการคาดหวังว่ากุลสตรีควรมีการรักนวลสงวนตัว มีความเป็นพรหมจันทร์ก่อนการแต่งงาน ดังนั้นจึงทำให้ตกเป็นข่าวได้ง่ายไม่ว่ากรณีใดที่ผู้หญิงถูกกระทำทางเพศสัมพันธ์ก่อนการแต่งงานอย่างถูกกฎหมายตามจารีตประเพณี จากโครงสร้างดังกล่าวกลับสะท้อนลักษณะมาตรฐานเชิงซ้อนทางเพศดังกล่าวกลับมีผลต่อการควบคุมดูแลระงับพฤติกรรมเพศของวัยรุ่นผู้หญิงน้อยลงไปทุกที ทั้งนี้มีการศึกษาพบว่า เพศชายเริ่มเที่ยวกับหญิงบริการลดลง ในขณะที่ให้ความสนใจกับเพศสัมพันธ์กับคู่รักในกลุ่มวัยรุ่นสูงขึ้น

การทำความเข้าใจเรื่องปรากฏการณ์การมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงานของวัยรุ่น จำเป็นต้องเริ่มจาการทำความเข้าใจกับมโนทัศน์พื้นฐานของความสัมพันธ์ระหว่างเพศ (Gender relation) มีการศึกษาพบว่า โครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเพศเกือบทุกสังคม มักมีลักษณะไม่เสมอภาคยึดถืออำนาจชายเป็นใหญ่ แม้ว่าสังคมไทยจะยอมรับว่าชายหญิงเท่าเทียมกันก็ตามแต่มันก็แค่บางเรื่อง แต่ก็ยังมีเรื่องจำนวนมากที่ไม่มีความทัดเทียมในหมู่เพศ

การศึกษาปรากฏการณ์การมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงานของวัยรุ่นในมิติของกระบวนการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเพศ ยังไม่มีการศึกษาอย่างเป็นระบบในสังคมไทย การศึกษาครั้งนี้น่าจะนำไปสู่ข้อเสนอในระดับเชิงนโยบายเพื่อกระตุ้นเตือนให้กับสังคมไทยในทุกระดับ ทั้งการปรับเปลี่ยนแนวคิด วิธีการ เรื่องเพศระหว่างชายหญิง โดยให้ความใส่ใจในระดับคราวครัวเป็นอย่างแรก จากการปลูกฝังของบิดามารดา และขัดเกลาบุตรหลานให้เข้าใจการเสมอภาคของเพศ ในระดับโรงเรียน สถาบันการศึกษาควรมีการจัดอบรมให้ความรู้ในเรื่องเพศสัมพันธ์ในทิศทางที่ถูกต้อง และในระดับหน่วยงานโดยเฉพาะกระทรวงสาธารณสุขควรปรับปรุงวิธีการ และนโยบายการจัดบริการวางแผนครอบครัวและการให้เพศศึกษาที่ผสมผสานด้านสุขภาพกับประชากร หากแนวคิดดังกล่าวทุกระดับได้นำวิธีการปฏิบัติปรับแก้ปัญหาได้แล้ว ผู้วิจัยเชื่อว่าจะเป็นวิธีแก้ไขปัญหาที่มีพื้นฐานมาจากความไม่เข้าใจอย่างสัมบูรณ์ในเรื่องเพศและโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเพศชายหญิงที่ไม่ทัดเทียว (เช่น การตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ฯลฯ) ในสังคมไทยให้ลดน้อยลงได้

วัตถุประสงค์ของการวิจัย

การวิจัยครั้งนี้ เพื่อศึกษาแบบแผนและกระบวนการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเพศในวัยรุ่น เริ่มตั้งแต่ การรับรู้ความหมายเพศ การกำหนดวิธีการสร้างความสัมพันธ์และการหาเหตุผลต่อรองเพื่อนำไปสู่การบรรลุความสัมพันธ์ของวัยรุ่นชายและหญิง นอกจากนี้ เพื่อต้องการทำความเข้าใจความเกี่ยวข้องสัมพันธ์ระหว่างความสัมพันธ์ระหว่างเพศกับการมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงานว่าวัยรุ่นได้ให้ความหมายกับการมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงานอย่างไร เงื่อนไขใดที่นำไปสู่การมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงานของวัยรุ่นชายและหญิง

ขอบเขตการศึกษา

ผู้วิจัยได้กำหนดขอบเขตของงานวิจัยดังนี้

1. การวิจัยครั้งนี้ต้องการศึกษาผลของการรับรู้ความหมายเพศเฉพาะ ในเรื่องความเป็นเพศชายหญิง คู่สัมพันธ์ทางเพศ เพศสัมพันธ์และความพึงพอใจทางเพศ

2. ผู้วิจัยต้องการศึกษากระบวนการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเพศ ในเรื่องการรับรู้ความหมายเพศ การกำหนดวิธีการ การต่อรองและการลงมือในเรื่องเพศสัมพันธ์

3. ผู้วิจัยจะใช้การศึกษากับกลุ่มวัยรุ่นชายหญิงอายุระหว่าง 13-21 ปี ที่มีภูมิหลังและบริบททางสังคมที่แตกต่างกันได้แก่ ระดับโรงเรียนมัธยมศึกษา อาชีวศึกษา ระดับบุคคลทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

1. ผลการศึกษาจะเป็นแนวทางใหม่เชิงทฤษฎีเรื่องเพศ และการกำหนดนะโยบายความสัมพันธ์ระหว่างเพศ

2. ผลการศึกษาจะเป็นองค์ความรู้ใหม่ เพื่อการสร้างกรอบแนวความคิดพื้นฐาน สำหรับการศึกษาวิจัยเรื่องนี้ในสังคมไทยถือเป็นเรื่องการขายฐานความคิดเรื่องเพศให้มีความกว้างขวางและลึกซึ้ง

3. ผลการศึกษานี้จะสามารถใช้เป็นแนวทางเพื่อปรับทิศทางการศึกษาการสอนเพศทั้งในระบบและนอกระบบ

กรอบความคิดพื้นฐานในการวิจัย

ความสัมพันธ์ระหว่างเพศ และเพศสัมพันธ์ก่อนการแต่งงานของวัยรุ่นเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมที่มีขั้นตอนการเกิดขึ้น และพัฒนาการของขั้นตอนที่ก่อให้เกิดภาวะเงื่อนไข ที่ส่งผลให้ปรากฏการณ์เพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงานดำรงอยู่ได้ ซึ่งเงื่อนไขขั้นตอนและพัฒนาการดังกล่าวมีลักษณะเป็นกระบวนการที่มีความต่อเนื่อง ผันแปรและแตกต่างกันไปตามสถานการณ์และบริบททางสังคมที่มีลักษณะไม่ตายตัว แต่จะเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงตามช่วงระยะเวลา และสถานการณ์ที่ปรากฏการณ์นี้ดำรงอยู่ ดังนั้น ผู้วิจัยจึงใช้แนวทางในการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างเพศ และเพศสัมพันธ์ก่อนการแต่งงานของวัยรุ่น โดยอาศัยแนวคิดทฤษฎีปฏิสัมพันธ์สัญลักษณ์นิยม (symbolic interactionism) ที่มีมีลักษณะพื้นฐานว่าพฤติกรรมของมนุษย์ไม่ได้เป็นการแสดงออกเพื่อการตอบสนองโดยอัตโนมัติต่อสิ่งเร้าเท่านั้น แต่เป็นผลจากการตีความ (interpret) สถานการณ์ของตนเอง และผู้อื่นที่เกิดขึ้นจากกระบวนการปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลที่ประกอบด้วยเหตุปัจจัยและเงื่อนไขที่หลากหลาย

ในการวิจัยครั้งนี้ จึงสนใจที่จะศึกษาปรากฏการณ์เพศสัมพันธ์ก่อนการแต่งงาน จากกระบวนการของความสัมพันธ์ระหว่างเพศ เพื่อความเข้าใจกระบวนการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเพศของวัยรุ่น ที่จะทำให้สามารถอธิบายแบบแผนพฤติกรรมการมีเพศสัมพันธ์ก่อนการแต่งงานของวัยรุ่นภายใต้กรอบการจัดระเบียบความสัมพันธ์ทางสังคมได้ โดยการศึกษาการรับรู้ความหมายของเพศจากกระบวนการขัดเกลาทางสังคมที่ทำให้วัยรุ่นซึมซับและจัดระบบวิธีคิด มีทัศนะต่อเรื่องเพศของตนเองในสถานการณ์ต่างๆ อันนำไปสู่การใช้ยุทธวิธี (strategies) ในการสร้างความสัมพันธ์กับบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับการประเมินสถานการณ์และการสร้างความรู้สึกร่วมต่อการดำรงรักษาความสัมพันธ์ ซึ่งกระบวนการสร้างความสัมพันธ์ตามขั้นตอนดังนี้

1. การรับรู้ความหมายเพศ (Sexuality perception)

1.1 บทเพศ (sexual script)

1.2 การสื่อความหมายเพศจาการสร้างวาทกรรม (sexual discourse)

2. การใช้ยุทธวิธี (Strategies)

3. การต่อรอง (Negotiating)

4. การมีเพศสัมพันธ์ก่อนการแต่งงาน (Pre-marital sex)

สนาม

ประชากรเป้าหมายและพื้นที่ที่ใช้เป็นแหล่งในการศึกษาครั้งนี้ พิจารณาจากเกณฑ์ความเป็นไปได้และความเหมาะสมที่จะได้ข้อมูลที่หลากหลายสอดคล้องตามทฤษฎี จากผู้ให้สัมภาษณ์ที่มีบริบทแวดล้อมแตกต่างกัน และครอบคลุมประเด็นและวัตถุประสงค์ของการวิจัย โดยเป็นแหล่งศึกษาเฉพาะที่อยู่ในเขตปริมณฑลรอบๆ กรุงเทพมหานคร เพื่อการกระจายความเจริญจากสังคมเมืองไปสู่พื้นที่โดยรอบ

การเข้าสู่สนาม

ผู้วิจัยจัดแบ่งประชากรเป้าหมายและพื้นที่ที่ศึกษาโดยยึดหลัก 2 ประการคือ

1. ข้อมูลจากวัยรุ่นที่ศึกษา ได้แก่วัยรุ่นชายหญิงที่มีคุณลักษณะ 3 ประการ คือ วัยรุ่นที่ไม่เคยมีคู่รัก, วัยรุ่นที่กำลังมีคู่รักแต่ไม่มีเพศสัมพันธ์ต่อกัน,วัยรุ่นที่เป็นคู่รักและมีเพศสัมพันธ์กันก่อนแต่งงาน รวมทั้งหมด 20 คน

2. พื้นที่ที่ศึกษา จะเป็นสถานที่ซึ่งวัยรุ่นใช้ชีวิตประจำวันและเป็นสถานที่พบปะและสร้างความสัมพันธ์กับคู่รัก ได้แก่ โรงเรียนมัธยมขนาดใหญ่, วิทยาลัยอาชีวศึกษา,สถาบันอุดมศึกษา และโรงงานแปรรูปอาหารในเขตอำเภออ้อมน้อย จังหวัดนครปฐม

วิธีการศึกษา

ผู้วิจัยใช้วิธีการศึกษาเชิงคุณภาพ โดยการสัมภาษณ์ระดับลึก (Indepth-Interview) ซึ่งมีความยืดหยุ่นสูง ลึกและรอบด้านมาก การได้มาซึ่งข้อมูล ผู้วิจัยได้ใช้แนวคำถาม (Guideline) ซึ่งเป็นคำถามปลายเปิด และกำหนดเป็นสมมุติฐานโดยอาศัยความไวทางทฤษฎีถึงจุดอิ่มตัว (Theortical sensivity) ในประเด็นที่ศึกษา ประกอบด้วย การรับรู้ความหมายเพศ, การกำหนดวิธีการ, การหาเหตุผลต่อรอง และการลงมือปฏิบัติทางเพศ

การเลือกบุคคลผู้ให้สัมภาษณ์

ผู้ให้ข้อมูลหรือผู้ให้สัมภาษณ์ในการวิจัยนี้ ได้แก่

1. ผู้ให้ข้อมูลหรือผู้ให้สัมภาษณ์เป็นนักเรียนนักศึกษาและวัยรุ่นชายหญิงที่ทำงานในโรงงาน มีอายุระหว่าง 13-21 ปี

2. วัยรุ่นชายหญิงซึ่งเป็นผู้ให้สัมภาษณ์มีทั้งผู้ที่ไม่เคยมีคู่รักและกำลังมีคู่รัก ซึ่งวัยรุ่นที่เป็นคู่รักกันก็จะมีทั้งผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ต่อกันและยังไม่มีเป็นคู่รักธรรมดา

ผลการวิจัย

กล่าวได้ว่า สังคมขาดระบบของการพัฒนาความรู้และความคิดเรื่องเพศที่ทำให้วัยรุ่นชายและหญิงมีทัศนะและค่านิยมทางเพศอย่างเสมอภาคและรับผิดชอบ สังคมทำให้ผู้หญิงตกอยู่ในสถานภาพที่เสียเปรียบและต้องพึ่งพาผู้ชายด้วยการยึดถือค่านิยมและบรรทัดฐานสังคมเป็นที่ตั้ง ดังนั้นความไม่เสมอภาคและการขาดจิตสำนึกรับผิดชอบทางเพศ ซึ่งเป็นแก่นแกนของปัญหาเกี่ยวกับเรื่องเพศในสังคมไทย นอกจากจะเป็นผลมาจากการจัดระเบียบของสังคมแล้วยังสะท้อนถึงความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงของการให้เพศศึกษาในระบบการศึกษา

ผู้ชายและผู้หญิง ปัญหาที่เกิดจากความสัมพันธ์ทางเพศบนพื้นฐานของสังคมที่แตกต่างกัน

ผู้ศึกษาพบว่า ความเปลี่ยนแปลงทางสังคมได้สร้างโอกาสและให้อิสระกับวัยรุ่นชายหญิงที่จะคบหาสร้างสัมพันธ์กันได้อย่างใกล้ชิด วัยรุ่นชายและหญิงเปิดเผยตัวกับเพศตรงข้ามทันทีที่ความรู้สึกทางเพศตามธรรมชาติ วัยรุ่นชายให้ความหมายทางเพศของตนเอง ในลักษณะของการมีอิทธิพลเหนือความรู้สึกของผู้อื่น ยึดความพอใจตนเองเป็นที่ตั้ง ในขณะที่ผู้หญิงให้ความหมายทางเพศว่าความรัก ความซื่อสัตย์จริงใจ วัยรุ่นหญิงมักจะกำหนดความหมายคู่สัมพันธ์บนพื้นฐานของความเป็นจริงที่เกี่ยวข้องกับการพึ่งพาชายด้านเศรษฐกิจและสังคมที่นอกเหนือไปจากการตอบสอนงความสุขความพอใจทางเพศในอุดมคติหรือตามจินตนาการของแต่ละคน ผู้หญิงจะเริ่มตกอยู่ในฐานะเสียเปรียบเมื่อเปรียบเทียบกับชายที่รักอิสระ

ผู้ศึกษายังพบว่า กระบวนการสร้างสัมพันธ์หรือความสัมพันธ์ในระยะติดพัน เกิดจากที่วัยรุ่นชายไปอยู่คุยและช่วยเหลืองานผู้หญิงเป็นประจำ สลับกับการนัดหมายพาเที่ยว บางครั้งการแสดงกริยาฝ่ายชายดังกล่าวอาจหมายถึงการคบหาเพื่อเป็นหนทางการเลือก อาจไม่หวังผลหรือคิดจริงจังอะไร เมื่อเปรียบกับฝ่ายหญิงที่ตัดสินใจเลือกผู้ชายคนที่ช่วยงาน พาเที่ยวเป็นแฟนหรือคู่รัก และยังยึดมั่นซื้อสัตย์กับคนนั้นเพียงคนเดียว

เพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงาน ความได้เปรียบของชายที่ผู้หญิงต้องตัดสินใจเลือก

ผู้ศึกษาพบว่า แม้ว่าผู้หญิงจะเลือกว่าชายคนนี้เป็นแฟนหรือคู่รัก แต่ก็เกิดขบวนการขัดแย้งต่อกระบวนการปลูกฝังค่านิยม บรรทัดฐานสังคมจึงทำให้มีผลต่อความรู้สึกสับสนและขัดแย้ง หากผู้หญิงเมินเฉยก็อาจเป็นเหตุให้ฝ่ายชายเลิกและหาคู่รักใหม่จนเป็นเหตุทำให้สังคมมองว่าเป็นหญิงไม่ดี โดนทิ้ง หรือถ้าเป็นฝ่ายยอมก่อนแต่งงานก็กลับกลายว่าคุณค่าของตนเองลด และหมดอนาคต ดังนั้นผู้หญิงจึงเสียบเปรียบทั้งขึ้นทั้งร่อง

กล่าวสรุป จากผลการศึกษาแสดงว่า ภาพสะท้อนสังคมไทยจากความคิดและค่านิยมในความสัมพันธ์ระหว่างเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงานของวัยรุ่น แสดงให้เห็นว่าสังคมไทยยังคงยอมรับและเชื่อในบรรทัดฐานซ้อนด้านเพศอย่างชัดเจน แม้ว่าประเทศไทยจะเปิดโอกาสให้ชายหญิงมีความใกล้ชิดมากขึ้น แต่สังคมมิได้จัดกลไกใดรองรับป้องกันปัญหาอันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการยึดถือค่านิยมและบรรทัดฐานเดิมเป็นที่ตั้ง เท่ากับว่าสังคมยอมเปิดโอกาสให้ชายเอารัดเอาเปรียบทางเพศกับผู้หญิงโดยไม่รับผิดชอบได้มากขึ้น การแก้ไขปัญหาดังกล่าวจึงจำเป็นต้องมีความรู้รอบด้าน เชิงลึกซึ้งกระบวนการขัดเกลาอุดมคติ ทัศนภาพที่มีต่อเรื่องเพศในแนวคิดใหม่ที่เน้นการเสริมสร้างความเข้มแข็งความเสมอภาคในการให้ความรู้เรื่องเพศ และความสัมพันธ์ระหว่างเพศ ที่เกิดจากทุกคน ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องร่วมมือกันแล้ว เชื่อว่าจะเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพทางหนึ่งในการแก้ปัญหาอันเนื่องมาจากเรื่องเพศในสังคมให้ลดลงได้

ข้อสรุปเชิงทฤษฎี

การศึกษานี้ ผู้วิจัยได้ตั้งกรอบความคิดของกระบวนสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเพศและการมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงานในวัยรุ่น โดยเริ่มต้นขั้นตอนการรับรู้ความหมายเพศ การกำหนดวิธีการหาเหตุผลต่อรองและการลงมือปฏิบัติการสร้างความสัมพันธ์ทางเพศ ซึ่งผู้วิจัยได้สรุปให้เห็นเป็นขั้นตอนดังนี้

1. กระบวนการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเพศและการมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงานในวัยรุ่น

1.1 การรับรู้ความหมายเพศและความสัมพันธ์ต่างเพศ

1.2 ความรู้สึกว่าตนเองมีอำนาจเหนือกว่าหรือต่ำกว่าคู่สัมพันธ์

1.3 การกำหนดบทเพศและวิธีการให้ตนเอง

1.4 การกำหนดวิธีการจัดการกับความรู้สึกนึกคิดของตนเองที่ผูกพันอยู่กับค่านิยมบรรทัดฐานสังคม

1.5 ลงมือปฏิบัติการสร้างความสัมพันธ์กับเพศตรงข้ามตามที่ตนเองกำหนดไว้

2. ข้อสรุปทฤษฎีผลการวิจัย การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเพศในวัยรุ่น

2.1 เงื่อนไขปัจจัยของการรับรู้ความหมายเพศ ได้แก่ บทเพศ และ วาทกรรมเพศ

2.2 การกำหนดความความหมายคู่สัมพันธ์ทางเพศ

2.3 การกำหนดวิธีการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเพศ ได้แก่ การเลือกคู่สัมพันธ์, การคิดต่อสัมพันธ์ และการสร้างสัมพันธ์

2.4 การลงมือปฏิบัติการสร้างความสัมพันธ์กับเพศตรงข้าม

3. ข้อสรุปเชิงทฤษฎีจากผลการวิจัย การมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงาน

3.1 เงื่อนไขปัจจัยของการสร้างความสัมพันธ์กับเพศตรงข้าม ได้แก่ อารมณ์ความรักความต้องการทางเพศ และต้องการพึ่งพา

3.2 การรับรู้ความขัดแย้งภายในตนกับความคาดหวังที่สังคมกำหนด

3.3 การหาเหตุผลต่อรองเพื่อกำหนดทางเลือกให้กับตนเอง

3.4 กำหนดความหมายให้กับการมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงาน

3.4.1 ผลดีมากกว่าผลเสีย และยินยอมให้เกิดขึ้น

3.4.2 ผลเสียมากกว่าผลดี และไม่ยินยอมให้เกิดขึ้น