การเกิด การดำรง และการปรับตัวของเศรษฐกิจพอเพียงภายใต้การเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย

การเกิด การดำรง และการปรับตัวของเศรษฐกิจพอเพียงภายใต้การเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย
ของอรสุดา เจริญรัถ*

อรสุดา เจริญรัถ. (2543). การเกิดขึ้น การดำรงอยู่และการปรับตัวของเศรษฐกิจพอเพียงภายใต้การเปลี่ยน
แปลงของสังคมไทย. ดุษฎีนิพนธ์การศึกษาดุษฎีบัณฑิต, สาขาพัฒนศึกษาศาสตร์,
บัณฑิตวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.

คณะกรรมการควบคุม รศ.ดร.นภาภรณ์ หะวานนท์
ผศ.ดร.สุรุวุฒิ ปัดไธสง
ผศ.ดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ

ความสำคัญของปัญหา
ในอดีตพบว่าสังคมชนบทไทยดั้งเดิมนั้นเป็นสังคมที่มีวิถีชีวิตแบบเรียบง่าย เศรษฐกิจพื้นฐานเป็นการผลิตเพื่อยังชีพสำหรับบริโภคใช้สอยในครัวเรือนและในชุมชน มิใช่เพื่อการแลกเปลี่ยน การดำรงชีพเป็นลักษณะการพึ่งพิงธรรมชาติที่อยู่รอบตัว ทำให้ชาวชนบทมีความใกล้ชิดผูกพันและตระหนักในสิ่งแวดล้อม ซึ่งแสดงออกในรูปของความเชื่อ และพิธีกรรมที่เอื้อต่อการรักษาความสมดุลของทรัพยากร
ธรรมชาติความสัมพันธ์หลักในชุมชนเป็นความสัมพันธ์ในระบบเครือญาติและความสัมพันธ์ทางสายเลือด
(ฉัตรทิพย์ นาถสุภา. 2537)
การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของชนบทไทยเกิดขึ้นเมื่อประเทศได้เข้าสู่กระบวนการพัฒนาที่มุ่งเน้นความทันสมัยตามแบบตะวันตก นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดเป็นต้น นักวิเคราะห์วาทกรรมพยายามสะท้อนและเชื่อมโยงให้เห็นว่า เริ่มต้นเกิดขึ้นเมื่อประเทศตะวันตกได้ใช้อำนาจในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การเผยแพร่ความรู้ทางวิชาการ การให้ความช่วยเหลือผ่านโครงการเงินกู้ หรือคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญชาวต่างประเทศ ได้เข้ามามีบทบาทในการกำหนดวาทกรรมเพื่อสร้างความหมายต่อสิ่งใหม่
ที่เป็นคู่ตรงข้ามคือ “การพัฒนา” และ “ความด้อยพัฒนา” ให้เกิดขึ้น (ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร. 2540. หน้า 87)
การใช้อำนาจของประเทศตะวันตกกำหนดวาทกรรมการพัฒนาในลักษณะดังกล่าวนี้ นับว่ามีอิทธิพลอย่างมากต่อการสร้างกระบวนทัศน์ที่ให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงสภาพสังคมให้หลุดพ้น
จากสภาพความด้อยพัฒนาไปสู่การพัฒนา วาทกรรมดังกล่าวจึงได้สร้างกฎเกณฑ์อีกชุดหนึ่งที่เกี่ยวเนื่องกัน เพื่อให้ความหมายแก่ “สังคมที่พัฒนา” ว่า คือสังคมที่มีความทันสมัยตามแบบสังคมตะวันตกซึ่งจะไปถึงได้
ด้วยวิธีการมุ่งพัฒนาเศรษฐกิจ ซึ่งมีความสอดคล้องกับทฤษฎีความทันสมัย (Modernization Theory) ดังนั้นทุกสังคมจะสามารถหลุดพ้นจากความด้อยพัฒนาไปสู่ความเจริญได้ด้วยการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสังคมให้เป็นแบบตะวันตก (Black. 1960. pp. 1-7) ผลจากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนี้ย่อมทำให้วิถีชีวิต โลกทัศน์ ระบบความเชื่อ และคุณค่าต่างๆ ของคนไทย ไม่ว่าจะเป็นคนเมืองหรือคนในชนบทผันแปรไปจากเดิม
แนวทางการพัฒนาไปสู่ความทันสมัยที่เชื่อกันมาแต่เดิมว่า ถูกต้องและเหมาะสมว่าแท้จริงแล้ว แนวทางการพัฒนาเช่นนี้ยังคงถูกต้องและสอดคล้องกับบริบทของสังคมไทยต่อไปอีกหรือไม่ (เพ็ญสิริ จีระเดชากุล. 2542. หน้า 2) แม้ในแวดวงการพัฒนาโดยเฉพาะอย่างยิ่งนักวิชาการและปัญญาชน ก็พบว่า เกิดกลุ่มแนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาที่ “ต่อต้านทฤษฎีการทำให้ทันสมัย” ซึ่งแท้จริงแล้วชุมชนชนบทไทยสามารถปรับตัวโดยสร้างระบบการบริหารจัดการภายใต้บริบทที่มีความขัดแย้งและกดดันเพื่อหาทางเลือก
ที่ดีที่สุดให้แก่สมาชิกชุมชน ให้สามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความสุขพึ่งพาตนเอง และรักษาสมดุลของสิ่งแวดล้อมไว้ได้ ประเด็นที่ผู้วิจัยเห็นว่า มีความสำคัญมากที่สุด คือ ชุมชนเหล่านี้ได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพอย่างเต็มที่เพื่อรักษา “อำนาจและสิทธิ” ของตนในการตัดสินใจกำหนดทางเลือกการพัฒนา
รวมทั้งรักษาความสามารถในการควบคุม และการจัดการเพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการ รวมทั้งแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้ด้วยตนเองอันเป็นเงื่อนไขสำคัญที่สุดของความพอเพียงในชุมชน บทพิสูจน์เหล่านี้มีผลทำให้ฐานคิดในการพัฒนาเริ่มเปลี่ยนแปลงไป โดยทำให้เกิดความตระหนักว่า ชุมชนมิได้มีแต่ความว่างเปล่าและมีแต่ด้านที่เป็นปัญหา แต่ชุมชนท้องถิ่นในทุกภูมิภาคล้วนมีภูมิปัญญา มีศักยภาพ มีพลังสร้างสรรค์ และมีทางเลือกของตนเองอย่างอิสระที่จะแก้ปัญหาของชุมชน การพัฒนาไม่ว่าจะเป็นใน
แง่เป้าหมายหรือกระบวนการจึงควรเป็นการกำหนด ตัดสินใจและดำเนินการจากชุมชนซึ่งเป็นผู้รับผลจากการพัฒนา โดยกำหนดให้ชุมชนเป็นตัวตั้งรวมทั้งมีความหลากหลายและครอบคลุมในหลายมิติ (เสรี พงศ์พิศ. 2531. ; กาญจนา แก้วเทพ. 2538)
คำถามที่จะต้องเกิดขึ้นตามมาก็คือ การช่วงชิงอำนาจหรือการคืนสถานภาพความเป็นตัวของตัวเองให้แก่สังคมไทยในการสร้างวาทกรรมที่เกิดขึ้นจากความต้องการของสังคมไทยเองนั้นจะเกิดขึ้นได้อย่างไร ซึ่งเป็นสิ่งที่ท้าทายอย่างยิ่ง นักวิเคราะห์วาทกรรม เช่น ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร (2540. หน้า 128) แสดงความเห็นว่าคงมิใช่ด้วยวิธีการประณามวาทกรรมการพัฒนาที่เป็นอยู่คือ ความทันสมัยว่าเป็นระบบครอบงำที่ชั่วร้ายและต้องทำลายล้างลงด้วยวิธีการปฏิวัติที่รุนแรงหรือด้วยวิธีการแย่งชิงอำนาจรัฐอย่างในวิธีคิดแบบเก่า แต่สิ่งสำคัญก็คือจะต้องต่อสู้ และปะทะด้วยการสร้างวาทกรรมชุดใหม่ขึ้นมา พร้อมเอกลักษณ์หรือตัวตน และความหมายชนิดใหม่ที่ไม่จำเป็นต้องอยู่ในกรอบของการการพัฒนาแบบเดิมอีกต่อไปขึ้นมาทดแทน
อย่างไรก็ตาม การที่จะบรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าวข้างต้นนี้ ยังคงมีข้อจำกัดอย่างมากเท่าที่สังคมยังคงมีความสัมพันธ์ในลักษณะของการพึ่งพิงของชนบทที่มีต่อภาคเมือง อย่างไรก็ตาม เมื่อมีแนวโน้มว่า
วาทกรรมแห่งความพอเพียงทางเศรษฐกิจนี้จะพยายามช่วงชิงการยำ (Hegemony) การให้ความหมายและกำหนดกฎเกณฑ์การพัฒนาจากวาทกรรมหลักแห่งความทันสมัยเพื่อช่วงชิงอำนาจการกำหนดกระบวนทัศน์รวมทั้งการกำหนดแนวทางการพัฒนาให้กลับสู่สังคมไทย แต่เมื่อพิจารณาจากสภาพองค์ความรู้ในเรื่องดังกล่าวที่มีอยู่ในปัจจุบันกลับพบว่ายังคงไม่เพียงพอที่จะอธิบายให้เข้าใจถึงกระบวนต่างๆ ของปรากฎการณ์ รวมทั้งเป็นฐานอำนาจในการสร้างและสนับสนุนวาทกรรมใหม่ได้อย่างเพียงพอที่จะสามารถปะทะกับวาทกรรมเดิมอันจะทำให้เกิดการให้ความหมายและทางเลือกใหม่ต่อการพัฒนาซึ่งจะเป็นการคืนอำนาจให้แก่สังคมไทยและสังคมชนบทอย่างเต็มที่
ด้วยเหตุนี้ผู้วิจัยจึงเห็นว่า มีความจำเป็นมากที่จะต้องศึกษาวิจัยเพื่อสร้างความรู้อย่างเร่งด่วน
เพื่อรองรับและสนับสนุนการเกิดขึ้นของวาทกรรมใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาพปัจจุบันซึ่งสังคมไทยต้องประสบกับปัญหาการพัฒนาหลายด้าน ซึ่งมีผลทำให้เกิดคำถาม เกิดความสงสัยและเกิดการวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ มากมายต่อวาทกรรมการพัฒนาเดิมที่มุ่งเน้นการไปสู่ความทันสมัยแต่เพียงอย่างเดียว
การเกิดขึ้นของวาทกรรมที่ว่าด้วยเศรษฐกิจพอเพียงนั้น แม้จะดูเหมือนว่าสังคมไทยได้เข้าใกล้
จุดเปลี่ยนผ่านของวาทกรรมการพัฒนาซึ่งจะมีผลสืบเนื่องเชื่อมโยงถึงการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์และแนวทางการพัฒนาทั้งหมด อันจะเป็นความหวังใหม่ในการคืนอำนาจให้แก่สังคมและชนบทไทยก็ตาม
แต่เมื่อพิเคราะห์ดูให้ดีแล้วจะเห็นว่า หากการเกิดขึ้นและการดำรงอยู่ของวาทกรรมเป็นเรื่องที่ละเอียด
มีขั้นตอนและความสลับซับซ้อนของบรรดาเงื่อนไขต่าง ๆ ที่นำไปสู่การก่อตัว การเกิดของวาทกรรม
และภาคปฏิบัติการจริงของวาทกรรม รวมถึงผลกระทบหรือผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการกระทำจากภาคปฏิบัติการจริงของวาทกรรมการพัฒนาชุดนั้นด้วยแล้ว องค์ความรู้ต่าง ๆ เกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงที่ปรากฎอยู่
ในสังคมไทยขณะนี้จึงยังมีอยู่น้อยมาก ไม่เพียงพอที่จะรองรับและสนับสนุนการต่อสู้ช่วงชิงการนำใน
การสร้างความหมาย และกฎเกณฑ์การพัฒนาจากวาทกรรมเดิมที่มุ่งไปสู่ความทันสมัย ซึ่งมีความได้
เปรียบในแง่ของการพัฒนาองค์ความรู้อย่างกว้างขวางต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน ด้วยเหตุนี้การสร้างความรู้
ที่จะนำไปสู่การอธิบายและการสร้างมโนทัศน์เกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียง จึงมีความสำคัญและมีความจำเป็นในฐานะที่เป็นการสร้างความรู้สำหรับอธิบาย ทำความเข้าใจและให้ความหมายรวมทั้งนำไปสู่การสร้างทางเลือกสำหรับการพัฒนาของสังคมไทยต่อไป
วัตถุประสงค์ของการวิจัย
การศึกษานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาเศรษฐกิจพอเพียงในฐานะเป็นปรากฎการณ์ทางสังคมอย่างหนึ่งว่า มีการเกิดขึ้น ดำรงอยู่ และปรับตัวไปอย่างท่ามกลางความเป็นพลวัตของบริบททางสังคม ที่เปลี่ยนผ่านจากสังคมประเพณีเข้าสู่สังคมทันสมัย

ปัญหาการวิจัย
1. การเกิดขึ้นและการดำรงอยู่ของเศรษฐกิจพอเพียงในบริบทสังคมแบบประเพณี (Traditional Society) ก่อนยุคเศรษฐกิจทุนนิยมการค้ามีเงื่อนไข ปัจจัยอย่างไร
2. เศรษฐกิจพอเพียงมีการเปลี่ยนแปลง หรือปรับตัวภายใต้บริบทที่เปลี่ยนผ่านจากโครงสร้างสังคมแบบประเพณี ไปสู่สังคมทันสมัย (Modern Society) อย่างไร

ขอบเขตการศึกษา
เนื่องจากการศึกษาวิจัยนี้ ต้องการศึกษาถึงปรากฎการณ์การเกิดขึ้น การดำรงอยู่ และการปรับตัวของระบบความสัมพันธ์ทางสังคมแบบเศรษฐกิจพอเพียงภายใต้บริบททางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปจากสังคมประเพณี มาเป็นสังคมทันสมัย โดยกำหนดนิยามความสัมพันธ์ทางสังคมแบบเศรษฐกิจพอเพียง ประกอบด้วย การผลิต การบริโภค การแลกเปลี่ยน และการจัดสรรผลผลิต โดยมุ่งศึกษาและทำความเข้าใจว่าภายใต้การเปลี่ยนแปลงไปของสังคมซึ่งเป็นบริบทที่แวดล้อมอยู่นั้น ประชาชนในชนบทมีทัศนะและให้ความหมายกับการเกิดขึ้น การดำรงอยู่ และการปรับตัว ของกิจกรรมหลัก 4 ประการดังกล่าวนี้อย่างไร และด้วยเหตุที่การอธิบายและให้ความหมายดังกล่าวเป็นทัศนะที่เกิดขึ้นจากมุมมองของราษฎรในชนบทเอง ดังนั้นการวิจัยนี้จึงใช้วิธีการศึกษาเชิงคุณภาพในการสร้างองค์ความรู้ที่มาจากทฤษฎีฐานราก (Grounded Theory) ซึ่งเป็นทฤษฎีที่เน้นการศึกษาปรากฎการณ์สังคมจากมุมมองและการให้ความหมายของคนที่อยู่ในปรากฎการณ์ ทั้งนี้เพื่อนำข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์มาสร้างมโนทัศน์ และหาความเชื่อมโยงระหว่างมโนทัศน์ต่าง ๆ ให้ได้ข้อสรุปเชิงทฤษฎีสำหรับการอธิบายและทำความเข้าใจเกี่ยวกับปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้น

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
1. ผลของการวิจัยจะช่วยทำให้เข้าใจถึงกระบวนการในการสร้างเอกลักษณ์ การให้ความหมาย
การสร้างชุดกฎเกณฑ์เกี่ยวกับวาทกรรมการพัฒนาที่นำไปสู่คำอธิบายเกี่ยวกับปรากฎการณ์ได้ลึกซึ้งมากขึ้น
2. ผลของการวิจัยจะช่วยทำให้เข้าใจถึงการเกิด การดำรงอยู่ และการปรับตัวของระบบ ความสัมพันธ์ทางสังคมของเศรษฐกิจพอเพียงภายใต้บริบททางสังคมต่าง ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไป
3. ผลของการวิจัยทำให้เกิดความรู้ที่จะสนับสนุนและอธิบายวาทกรรมใหม่ที่ว่าด้วยเศรษฐกิจพอเพียง

วิธีการดำเนินการวิจัย
เนื่องจากการศึกษาวิจัยทางด้านสังคมศาสตร์นั้น ต้องการทำความเข้าใจปฏิสัมพันธ์การอยู่ร่วมกันของมนุษย์ ซึ่งเป็นปรากฎการณ์สังคมที่มีความซับซ้อน หลากหลายและเชื่อมโยงกันในหลายมิติ ดังนั้นการพยายามทำความเข้าใจถึงวิธีการที่บุคคลให้ความหมายต่อสิ่งต่าง ๆ รอบตัว เพื่อเชื่อมโยงไปถึงคำอธิบายเกี่ยวกับวิธีคิดและการกระทำของบุคคล ย่อมทำให้สามารถเข้าใจปรากฎการณ์ทางสังคมที่ศึกษาได้อย่างลึกซึ้งและสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามผู้วิจัยพบว่าความรู้ทางทฤษฎีเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวที่มีอยู่ในปัจจุบันยังไม่สามารถอธิบายปรากฎการณ์นี้ได้อย่างเพียงพอ ดังนั้น การใช้วิธีวิทยาของการสร้างทฤษฎีจากฐานราก (Grounded Theory) จึงเป็นสิ่งจำเป็นของการศึกษาวิธีวิทยาแบบนี้มีความเชื่อพื้นฐานว่า การทำความเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมและการอยู่ร่วมกันของมนุษย์ จะต้องเข้าใจถึงกระบวนการที่บุคคลให้ความหมาย (Meaning) ต่อสิ่งนั้นเสียก่อน ทั้งนี้เพราะความเข้าใจต่อการให้ความหมายของคนจะทำให้สามารถอธิบายถึงความคิดและพฤติกรรมของคนเหล่านี้ได้ (นภาภรณ์ หะวานนท์. 2539. หน้า 102)

สนาม
ก่อนการตัดสินใจเลือกสนามผู้วิจัยได้แลกเปลี่ยนข้อมูลกับนักวิชาการอื่น ๆ และเดินทางไปดูพื้นที่จริงในจังหวัดต่าง ๆ แล้วนำข้อมูลมาเปรียบเทียบว่าพื้นที่ใดมีความสอดคล้อง และเหมาะสมที่จะเลือกเป็นสนามในการศึกษามากที่สุด ในที่สุดผู้วิจัยเจาะจงเลือกพื้นที่ในอำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นสนามในการศึกษา เนื่องจากพบว่าหมู่บ้านดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่มีความสอดคล้องกับคุณลักษณะของเศรษฐกิจพอเพียงตามคำนิยามและขอบเขตที่กำหนดไว้มากที่สุด

การเข้าสู่สนาม
หลังจากเลือกพื้นที่แล้ว ผู้วิจัยได้เดินทางไปสำรวจพื้นที่ก่อนเข้าสู่สนามจริง โดยได้มีการทดลองสัมภาษณ์ตามแนวคำถามที่สร้างขึ้นเพื่อทดสอบ สำหรับการสร้างแนวคำถามการสัมภาณ์นั้น ได้คำนึงถึงวัตถุประสงค์และปัญหา เป็นแนวคำถามปลายเปิด เพื่อให้การเข้าสู่สนามมีความเหมาะสมและมีประสิทธิภาพมากที่สุด ผู้วิจัยได้วางแผนและเตรียมการ โดยทำการศึกษาข้อมูลทางกายภาพและประวัติชุมชน ร่วมทั้งสภาพบริบทต่างๆ ก่อน และได้นำคณะผู้เก็บข้อมูลอันประกอบด้วยนักวิชาการที่มีประสบการณ์เกี่ยวกับการศึกษาวิจัยชุมชน จำนวน 2 คน และผู้ช่วยนักวิจัย จำนวน 3 คน ซึ่งทุกคนได้ทำการศึกษาเอกสารเกี่ยวกับประเด็นการวิจัย กรอบความคิดในการศึกษารวมทั้งแนวคำถามล่วงหน้าเป็นอย่างดีแล้วเข้าไปสำรวจพื้นที่ก่อน โดยภายหลังเมื่อกลับออกมาก็ได้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแผนการสัมภาษณ์ การแบ่งหน้าที่รวมทั้งการประสานงานในการเก็บข้อมูลก่อนเข้าสู่สนามจริง ซึ่งมีระยะเวลาห่างจากการเข้าไปสำรวจพื้นที่ล่วงหน้าประมาณ 2 อาทิตย์

การเลือกบุคคลผู้ให้ข้อมูลหลัก
ในการศึกษานี้ผู้วิจัยเลือกผู้ให้ข้อมูลหลักโดยใช้วิธีการเลือกเชิงทฤษฎี ซึ่งจะกำหนดลักษณะ
ของผู้ให้สัมภาษณ์ไว้กว้าง ๆ ตามกรอบแนวคิดที่สร้างขึ้น เช่น ผู้นำท้องถิ่นและกลุ่มองค์กรชุมชน
ผู้นำทางด้านศาสนาและพิธีกรรม ผู้แทนองค์กรพัฒนาเอกชน ผู้แทนกลุ่มสตรีและแม่บ้าน เจ้าหน้าที่
ของรัฐ ผู้อาวุโส เด็กและเยาวชน โดยคำนึงถึงความหลากหลายของการให้ความหมายตามลักษณะที่แตกต่างกันของกลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลักเหล่านี้ โดยไม่เจาะจงว่าจะเก็บข้อมูลจากใคร ลักษณะใดหรือต้องการข้อมูลจำนวนมากเท่าใด ความไวต่อทฤษฎีและมโนทัศน์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลหลักรายแรกจะเป็นข้อมูลที่ชี้ให้เห็นถึงผู้ให้สัมภาษณ์รายอื่น ๆ

การประมวลผลและการวิเคราะห์ข้อมูล
ความสมบูรณ์ของมโนทัศน์และทฤษฎีที่ถูกสร้างขึ้นมาจากข้อมูลเป็นเงื่อนไขที่สำคัญมาก ดังนั้นในการประมวลผลและวิเคราะห์ข้อมูลจึงเป็นการสร้างมโนทัศน์เชิงทฤษฎี (Theoretical Coding) ด้วยวิธีการสร้างความเชื่อมโยงระหว่างข้อมูลกับทฤษฎีในลักษณะที่นำข้อมูลที่มีอยู่เป็นจำนวนมากน้มาแยกส่วน หรือจัดหมวดหมู่ตามคุณสมบัติ ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยการตีความ (Interpretation) เพื่อสร้างมโนทัศน์ขึ้นมาจากข้อมูลแล้วดำเนินการเชื่อมโยงมโนทัศน์ในรูปความสัมพันธ์ในลักษณะต่าง ๆ โดยคำนึงถึงเงื่อนไข และบริบทที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้ข้อสรุปเชิงทฤษฎีเกี่ยวกับปรากฎการณ์ที่ศึกษา ทั้งนี้ทฤษฎีที่สร้างขึ้นมาจะสามารถสะท้อนความจริงและมีลักษณะเป็นนามธรรมอันจะนำไปสู่การสร้างอำนาจในการอธิบายปรากฎการณ์ที่ศึกษาได้ ด้วยเหตุนี้กระบวนการประมวลผลและวิเคราะห์ข้อมูลจึงต้องดำเนินไปควบคู่กับการเก็บข้อมูลพร้อมทั้งมีการตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งอื่น (Triangulation) ด้วย

ผลการศึกษา
การเกิดขึ้นและดำรงอยู่ของเศรษฐกิจพอเพียงภายใต้โครงสร้างสังคมแบบประเพณี
ข้อมูลที่ได้จากการศึกษาพบว่า หมู่บ้านพอเพียง (ชื่อสมมุติ) ในยุคก่อนปี 2518 เมื่อยังไม่มีถนนตัดผ่านเข้าไปในหมู่บ้านจนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จากอิทธิพลภายนอกที่หลั่งไหลเข้ามานั้น กล่าวได้ว่าโครงสร้างสังคมของหมู่บ้านนี้มีลักษณะแบบสังคมประเพณีอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นลักษณะของวิถีการผลิต พบว่าเป็นไปเพื่อการยังชีพด้วยการอาศัยการเกษตรกรรมต่าง ๆ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการปัจจัย 4 ให้สามารถดำรงชีวิตอย่างมีความสุขพอสมควรตามอัตภาพ อีกทั้งหมู่บ้านนี้มีโครงสร้างสังคมที่มีความซับซ้อนน้อย หน่วยสังคมต่าง ๆ ทำหลายหน้าที่ ทำให้มีความสามารถในการบูรณาการสูง และการมีระบบคุณค่าและความเชื่อต่าง ๆ ในสิ่งเหนือธรรมชาติที่พิสูจน์ไม่ได้ ก็ล้วนแล้วแต่เป็นลักษณะที่พบในสังคมประเพณีทั้งสิ้น
การเกิดขึ้นและดำรงอยู่ภายใต้สังคมประเพณีของหมู่บ้านนี้มีเงื่อนไขหลัก 2 ประการ คือ
1. การมีวิถีการผลิตแบบยังชีพของหมู่บ้านซึ่งการผลิตเป็นไปเพื่อตอบสนองต่อการบริโภคของตนเองเป็นหลัก
2. ศักยภาพของหมู่บ้านที่ยังคงสามารถดำรง รักษา “อำนาจ” ในการดูแลจัดการทรัพยากรต่าง ๆและกระบวนการขัดเกลาทางสังคมของตนเองไว้
นอกจากนั้นยังพบว่ามีเงื่อนไขอื่นๆ ที่สนับสนุนให้หมู่บ้านเกิดเศรษฐกิจพอเพียงและดำรงอยู่ได้ในโครงสร้างสังคมประเพณีของหมู่บ้าน ดังนี้
1. การปลอดจากการแทรกแซงของอิทธิพลภายนอกและระบบการค้าแบบเงินตรา
2. สภาพของป่าที่ยังคงมีความอุดมสมบูรณ์เป็นแหล่งทรัพยากรที่เพียงพอ
3. เทคโนโลยีที่มีขนาดเหมาะสมและไม่ซับซ้อนจนเกินไป
4. จำนวนประชากรที่เหมาะสม

มโนทัศน์ต่าง ๆ ทั้งหมดจากการวิเคราะห์ข้อมูล เงื่อนไขที่สำคัญที่สุดของการเกิดขึ้นและการดำรงอยู่ของเศรษฐกิจพอเพียงในโครงสร้างสังคมแบบประเพณีก็คือ การที่ชุมชนมีอำนาจในการควบคุมและดูแลทรัพยากรของตนเองอย่างเต็มที่ นอกจากนั้นยังพบว่า การมีจำนวนประชากรที่เหมาะสม การมีสภาพป่า
ที่อุดมสมบูรณ์ การผูกพันกันในลักษณะเครือญาติ รวมทั้งการมีวิถีการผลิตที่เป็นไปเพื่อการยังชีพและการบริโภคในครอบครัวโดยปราศจากการแทรกแซงของอิทธิพลภายนอก ก็เป็นเงื่อนไขสนับสนุนที่สำคัญเช่นกัน
การดำรงอยู่และการปรับตัวของเศรษฐกิจพอเพียงภายใต้การเปลี่ยนแปลงบริบทจากสังคมประเพณีมาสู่สังคมทันสมัย
การศึกษานี้พบว่า เงื่อนไขที่เป็นสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างจากสังคมประเพณีมาสู่สังคมทันสมัย ก็คือ การมีอิทธิพลภายนอกในรูปแบบต่าง ๆ เข้ามาแทรกแซงไม่ว่าจะเป็นการมีถนน สัมปทานป่า การค้าขายแบบทุนนิยม และการศึกษาสมัยใหม่ ไฟฟ้ารวมทั้งสื่อต่าง ๆ ปัจจัยดังกล่าวนี้ทำให้การจัดระเบียบทางสังคมตั้งแต่โลกทัศน์ ระบบคุณค่าและบรรทัดฐานของชุมชนที่ปรากฎอยู่ในรูปจารีตประเพณี ความเชื่อต่าง ๆ แตกต่างไปจากเดิม
ในด้านการผลิต พบว่า การจัดการปัจจัยการผลิตและการจัดการในการผลิตต้องเปลี่ยนแปลงไป โดยบรรทัดฐานของชุมชนที่เคยควบคุมให้สมาชิกจัดการปัจจัยการผลิตบนพื้นฐานของความสมดุลกับธรรมชาติและการเอื้อเฟื้อแบ่งปันกันในชุมชนต้องเปลี่ยนเป็นบรรทัดฐานของเงินตราและปัจเจกชนเข้ามาแทนที่
ในด้านการบริโภค พบว่า อิทธิพลจากภายนอกที่เข้ามา ทำให้ทัศนคติและพฤติกรรมในการบริโภคเริ่มเปลี่ยนแปลงไปในลักษณะการเลียนแบบและการพึ่งพาผลผลิตต่าง ๆ จากภายนอกมากขึ้น มีผลทำให้การบริโภคและการผลิตไม่ได้ดำรงอยู่ในอำนาจและการควบคุมของครอบครัวและชุมชนอีกต่อไป แต่ต้องไปสัมพันธ์กับตลาดภายนอกที่ตนเสียเปรียบเนื่องจากมีอำนาจต่อรองที่ด้อยกว่า จึงทำให้เกิดความไม่เพียงพอในการบริโภคขึ้น
การเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ เหล่านี้มีผลทำให้เกิดความไม่สมดุลระหว่างการผลิตและการบริโภคเกิดขึ้น ซึ่งชุมชนมีความจำเป็นต้องมีการปรับตัวภายใต้บริบทที่เปลี่ยนแปลงไป มโนทัศน์ที่ได้จากการศึกษาพบว่า กระบวนการปรับตัวของชุมชนดังกล่าวตั้งอยู่บนเงื่อนไขที่สำคัญ 2 ประการ คือการปรับตัวโดยพยายามรักษาความสมดุลระหว่างการผลิตและการบริโภค และการปรับตัวด้วยการพยายามสร้างกระบวนการต่อรองและการจัดการรูปแบบต่าง ๆ
กระบวนการปรับตัวด้านการผลิต ที่ปรับตัวเข้าสู่การมีสองวิถีการผลิตร่วมกัน ทั้งวิถีการผลิตแบบยังชีพ และการค้าซึ่งทำให้บรรทัดฐานเดิมที่เคยควบคุมความสัมพันธ์ทางสังคมที่เกี่ยวข้องกับการผลิตเปลี่ยนแปลงไปในรูปแบบใหม่ เช่น มีการรวมกลุ่มกันทำการเพาะปลูกในลักาณะเกษตรเชิงอนุรักษ์ การตั้งกลุ่มทอผ้า กลุ่มออมทรัพย์และธนาคารข้าว เพื่อธำรงรักษาการจัดระเบียบความสัมพันธ์ทางสังคมที่อยู่บนพื้นฐานของความสมดุลกับธรรมชาติและพึ่งพาอาศัยแบ่งปันกันในชุมชนไว้ภายใต้รูปแบบการรวมกลุ่มทำกิจกรรมการเพาะปลูกเชิงอนุรักษ์แทน
กระบวนการปรับตัวด้านการบริโภค ที่พยายามดรงวิถีการผลิตเพื่อการบริโภคและการยึดมั่นในจารีตประเพณีเดิมที่เกี่ยวกับการบริโภค ในขณะเดียวกันก็สร้างระบบความสัมพันธ์แบบใหม่ เช่น การวิสาสะกันในกลุ่มสมาชิก บทบาทการเข้ามาควบคุมสื่อของครอบครัว ต่างก็เป็นกระบวนการปรับตัวที่
เข้ามาควบคุมให้การบริโภคเป็นไปอย่างเหมาะสมภายใต้เงื่อนไขของความสมดุลกับการผลิตทั้งสิ้น
การปรับตัวด้านการแลกเปลี่ยนและการจัดสรรผลผลิต ที่พยายามสร้างอำนาจต่อรองและความสัมพันธ์
ที่เท่าเทียมกันผ่านการรวมตัวกันเป็นกลุ่มต่าง ๆ แสดงถึงการพยายามปรับตัวเข้าสู่ความสมดุลระหว่างการผลิตและการบริโภคไว้

การปิดกั้นผู้หญิงเข้าสู่พื้นที่สาธารณะ

การปิดกั้นผู้หญิงเข้าสู่พื้นที่สาธารณะ
ของ ศศิธร ศิริประเสริฐกุล*

ศศิธร ศิริประเสริฐกุล. (2545). การปิดกั้นผู้หญิงเค้าสู่พื้นที่สาธารณะ. ดุษฎีนิพนธ์การศึกษาดุษฎีบัณฑิต, สาขาพัฒนศึกษาศาสตร์. บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

คณะกรรมการควบคุม รศ.ดร.นภาภรณ์ หะวานนท์
ผศ.ดร.เพ็ญสิริ จีระเดชากุล
ผศ.ดร.สุรวุฒิ ปักไธสง

ความสำคัญของปัญหา
การสร้างสถาบันครอบครัวขึ้นรองรับ การจัดระเบียบสังคมภายใต้การบริหารอำนาจของ
อุดมการณ์พ่อเป็นใหญ่ เพื่อใช้เป็นพื้นที่การผลิตซ้ำอุดมการณ์จากคนรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่งอย่างต่อเนื่อง
และยั่งยืน โดยการทำให้สถาบันครอบครัวกลายเป็นเรื่องธรรมชาติ และเป็นเรื่องสามัญสำนึกในสังคม
ผ่านการสร้างความรู้เรื่องแนวคิดการแบ่งงานกันทำเพื่อแบ่งพื้นที่การครอบครอง และเพื่อป้องกันการก้าวข้ามเส้นแบ่งเขตของผู้หญิง
การจัดระเบียบพื้นที่ออกเป็นสองส่วนชัดเจน คือ ที่บ้าน ถูกจัดสร้างให้มีความหมายว่าเป็นพื้นที่ส่วนตัว เมื่อเปรียบเทียบกับที่นอกบ้านที่มีความหมายว่าเป็นพื้นที่สาธารณะภายใต้แนวคิดการแบ่งงาน
กันผ่านความรู้ในศาสตร์สังคมวิทยาของเดอร์ไคล์ม และพาร์สัน (Stones.1998 : 49 ; Ritzer.1996 : 443 )
ความรู้ที่ช่วยตอกย้ำอุดมการณ์พ่อเป็นใหญ่โดยการจัดแบ่งพื้นที่ให้ผู้หญิงปฏิบัติหน้าที่ในครอบครัว
ส่วนสามีมีหน้าที่ออกไปปฏิบัติงานนอกบ้าน ในงานก่อให้เกิดรายได้พร้อมกับการสร้างคุณค่า ความสำคัญ ของสามี ว่ามีความสามารถสูงเกินกว่าที่จะทำงานบ้าน ทำให้ภรรยาถูกลดคุณค่าลงเป็นส่วนประกอบ/เครื่องมือสู่ความสำเร็จของสามี
เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับอุดมการณ์พ่อเป็นใหญ่ นอกเหนือจากการหลอมสร้างความเป็นหญิง
ผ่านงานบ ้าน ได้มีการสร้างความรู้เรื่องเพศเพื่อตอกย้ำการหลอมสร้างอัตลักษณ์ผู้หญิง เพื่อทำให้ผู้หญิง
ยินยอมเป็นวัตถุที่ครอบครองได้โดยความปรารถนาของผู้ชาย ผ่านการสร้างของนวนิยาย โฆษณา และสื่อ
ต่าง ๆ เกี่ยวกับความสวยงามของร่างกายในการเป็นผู้หญิง เพื่อทำให้ผู้หญิงมีความสวยงามแห่งร่างกาย
ตามมาตรฐานที่ผู้ชายมีความปรารถนาและความต้องการ ซึ่งเท่ากับเป็นการสถาปนาวาทกรรมพ่อเป็นใหญ่
โดยใช้พื้นที่ของร่างกายผู้หญิงให้เป็นสนามวาทกรรมของพ่อเป็นใหญ่ เพื่อตรึงผู้หญิงกับงานบ้าน
ดังนั้นการสร้างแนวคิดการแบ่งงานกันทำพร้อมอุดมการณ์เรื่องเพศ จึงเป็นการสร้างความชอบธรรมให้กับการใช้อำนาจของอุดมการณ์พ่อเป็นใหญ่อย่างกว้างขวางและซึมลึกมากที่สุดเพื่อตรึงผู้หญิงไว้
กับงานบ้าน และสร้างการเผชิญหน้ากับความยากลำบากในพื้นที่สาธารณะ เพื่อทำให้ผู้หญิงกลับเข้าไปอยู่
ในภาวการณ์เป็นแม่(นภาภรณ์ หะวานนท์ และ เครี่ริคเตอร์.2538 : 32 ; citing Mencher.1988 :119. A Home Divide.)
ผู้หญิงในครอบครัวทุนนิยม ถูกแยกหน้าที่การผลิตออกไปจากครัวเรือนเหลือเพียงการทำหน้าที่
เฉพาะงานบ้าน ภายใต้การสร้างความรู้เรื่องการแบ่งงานกันทำของอุดมการณ์ทุนนิยม เพื่อหวังประสิทธิภาพ
การทำ หน้าที่พิเศษเฉพาะอย่าง การเป็นภรรยาและแม่ในครอบครัวทุนนิยมนอกเหนือจากการทำหน้าที่จ้องจับเพื่อควบคุมทรัพยากรมนุษย์ของสังคมไว้ภายใต้ความรักแล้วยังผูกมัดผู้หญิงกับหน้าที่ทางเศรษฐกิจของครอบครัว ในยามที่สามีใช้อำนาจอย่างชอบธรรมในการมีขีดจำกัดการจัดสรรรายได้ให้ครอบครัว
เมื่อผู้หญิงมีความจำเป็นต้องแสวงหารายได้มาจุนเจือครอบครัวเพียงลำพังภายใต้การเปลี่ยนแปลงสถานภาพทางสังคมของผู้หญิง โสด หม้าย หย่า แยกกันอยู่ชั่วคราว เป็นครั้งคราว หรือแยกกันอยู่ถาวร
ดังนั้นผู้หญิงจำเป็นต้องก้าวเข้าสู่พื้นที่สาธารณะของผู้หญิง เพื่อแสวงหาปัจจัยที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต
แต่ในยุคทุนนิยมการเข้าสู่พื้นที่สาธารณะของผู้หญิง มีขีดจำกัดภายใต้การสร้างความรู้เรื่องการแบ่งแยกงานอาชีพในตลาดแรงงาน
การแบ่งแยกงานอาชีพในตลาดแรงงาน เป็นผลงานการสร้างของอุดมการณ์พ่อเป็นใหญ่เพื่อกีดกัน
ผู้หญิงเข้าสู่งานอาชีพของผู้ชายแม้ว่าจะมีงานอาชีพของผู้หญิงในตลาดแรงงานก็เป็นงานอาชีพที่มีความเป็น
รองงานอาชีพของผู้ชายเชิงรายได้ อำนาจ เอกสิทธิ การสนับสนุนในงานอาชีพของผู้หญิงอยู่ในระดับเป็นรองกว่าเสมอ เพื่อปกป้องอำนาจของอุดมการณ์พ่อเป็นใหญ่ไว้ ผ่านการควบคุม ครอบงำ ผู้หญิงและเพื่อ ป้องกันผู้หญิงก้าวพ้นออกจากอำนาจของอุดมการณ์พ่อเป็นใหญ่
การมีส่วนร่วมในภาคแรงงานของผู้หญิงไทย มีลักษณะงานที่ไม่ต้องการทักษะการทำงานสูง
เป็นลักษณะใกล้เคียงกับการทำงานบ้านของเธอ การผลิต งานบริการ การค้าขายนอกระบบ นำมาซึ่งรายได้
ต่ำกว่างานของผู้ชายในงานอาชีพเดียวกันแม้เมื่อผู้หญิงมีกิจการเป็นของตนเองสัดส่วนรายได้ เมื่อเทียบกับผู้ชายยังต่ำกว่าในอาชีพเดียวกัน เช่นการเป็นผู้ค้าหาบเร่ กิจการธุรกิจ งานเกษตร ชาวนา ช่างแต่งผม
ภายใต้ภาระผูกพันผู้หญิงกับการเป็นภรรยาและแม่ของอุดมการณ์พ่อเป็นใหญ่ เป็นการกีดกัน
ปิดกั้นการเข้าสู่พื้นที่สาธารณะของผู้หญิงด้วยการจัดระเบียบการแบ่งพื้นที่ ภายใต้ทัศนะพื้นฐานการมองโลกในมุมมองว่าผู้ชายเป็นผู้ครอบครอง ควบคุม สร้างสรรสรรพสิ่ง รวมทั้งผู้หญิง ซึ่งต้องถูกครอบงำ ควบคุมครอบครองนำมาใช้ประโยชน์เช่นเดียวกับการตักตวงประโยชน์ทางธรรมชาติ แต่เพิ่มการตักตวง
ประโยชน์ทางเพศจากผู้หญิงซ้อนทับลงมาด้วย
การวิจัยนี้ต้องการสืบค้นให้เห็นถึงรากเหง้าการปิดกั้นการเข้าสู ่พื้นที่สาธารณะของผู้หญิงว่าเป็นการทำงานในระดับทัศนะพื้นฐานการมองโลกในมุมมองแบบชายเป็นใหญ่ และการช่วงชิงอำนาจในการเป็นผู้ครอบครองโลกและผู้หญิงของผู้ชาย ผ่านการสร้างอุดมการณ์พ่อเป็นใหญ่ และตรึงอุดมการณ์พ่อเป็นใหญ่ให้ดำรงอยู่เหนือกว่า อย่างเป็นที่ยอมรับว่ามีความเป็นสากล เป็นเรื่องของธรรมชาติ เป็นเรื่องธรรมดาของสังคมที่ผู้ชายจะเป็นใหญ่กว่า ให้ความคิดความเชื่อเกี่ยวกับชายเป็นใหญ่อยู่ในสามัญสำนึกของทุกคนด้วยวิธีการ (approach) ทางวาทกรรม ที่จะช่วยคลี่คลายฐานรากภาคปฏิบัติการของอุดมการณ์พ่อเป็นใหญ่

คำถามการวิจัย
การคลี่คลายเพื่อเผยให้เห็นถึงรากเหง้าการช่วงชิงอำนาจของอุดมการณ์พ่อเป็นใหญ่และอุดมการณ์
เรื่องเพศ เพื่อปิดกั้นการเข้าสู่พื้นที่สาธารณะของผู้หญิง

วัตถุประสงค์ของการวิจัย
การศึกษานี้มุ่งประสงค์การคลี่คลาย เพื่อเผยให้เห็นถึงเบื้องหลังการกีดกันความก้าวหน้าในการ
ทำงานของผู้หญิง และการเผชิญกับการแบ่งแยกงานอาชีพในที่ทำงาน ร่วมผลักดันผู้หญิงให้กลับเข้าไปอยู่
ในบ้าน เพื่อปิดกั้นความก้าวหน้าในการทำงานของผู้หญิง

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
1.เพื่อกรุยทางการหลุดพ้นจากอัตลักษณ์ผู้หญิงภายใต้การหลอมสร้างของอุดมการณ์พ่อเป็นใหญ่
โดยใช้การปิดกั้นความก้าวหน้าในการทำงานของผู้หญิงเป็นเวทีการวิพากษ์การบริหารอำนาจของอุดมการณ์
พ่อเป็นใหญ่อย่างลึกซึ้งระดับอุดมการณ์
2. เพื่อสร้างความเสมอภาคระหว่างเพศ ผ่านการรื้อถอนการปิดกั้นความก้าวหน้าในการทำงานของ
ผู้หญิง





วิธีดำเนินการวิจัย
วิธีการศึกษามุ่งเน้นที่การวิเคราะห์ปรากฎการณ์การทำงานของผู้หญิงในงานอาชีพต่าง ๆ เพื่อเผยให้เห็นว่าการแบ่งงานกันทำและเรื่องเพศที่เกิดขึ้นภายใต้บริบทสังคมไทยเป็นการสร้างความรู้ที่ปิดกั้น ความก้าวหน้าในการทำงานของผู้หญิงไทยอย่างไร ซึ่งจะสะท้อนให้เห็นการปิดกั้นความก้าวหน้าในการทำงานของผู้หญิงไทยในบริบทของที่ทำงาน

สนาม
การศึกษานี้เลือกสนามในการศึกษาที่สะท้อนปรากฏการณ์การปิดกั้นความก้าวหน้าในการทำงาน
ของผู้หญิง และให้ภาพการปิดกั้นการเข้าสู่ที่ทำงานของผู้หญิงว่าเป็นประดิษฐ์กรรมทางสังคม ภายใต้การ
สร้างความรู้เรื่องการแบ่งงานกันทำและเรื่องเพศให้งานอาชีพของผู้หญิง
สนามที่เลือกจึงเป็นสถานที่ทำงาน ซึ่งลักษณะงานสามารถทำได้ทั้งสองเพศ เช่น งานข้าราชการ
ทั้งนี้เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงอคติทางเพศในที่ทำงานว่ามีหลากหลายรูปแบบแล้ว การเลือกงานที่ถูกกำหนดโดยความคิดความเชื่อในสังคมว่าเป็นงานที่เหมาะสมกับความเป็นเพศชาย เช่น วิศวกร และลักษณะงานที่มี
เหมาะสมกับเพศชาย มากกว่าเพศหญิง เช่น การทำงานในบริษัท งานโทรทัศน์-วิทยุ งานหนังสือพิมพ์
ซึ่งทั้งหมดจะให้คำอธิบายในกระบวนการสร้างความจริงของระบบพ่อเป็นใหญ่และระบบเพศที่ปิดกั้น
ความก้าวหน้าในการทำงานของผู้หญิงในที่ทำงานให้เป็นรองในงานอาชีพของผู้ชาย
เพื่อสะท้อนปรากฏการณ์การปิดกั้นให้คมชัดลึก การศึกษานี้ได้เลือกกรณีศึกษาที่สะท้อน
การปิดกั้นผู้หญิงในพื้นที่สาธารณะ เช่น การเลือกตำแหน่งงานเป็นงานระดับสูง หรือเป็นผู้บริหารเพื่อสืบหา
ความก้าวหน้าในการทำงานกับตำแหน่งนี้ว่าได้ฟันฝ่าการปิดกั้นขึ้นมาได้อย่างไร ในขณะเดียวกันเพื่อให้เกิด
ความเข้าใจว่าผู้หญิง ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติงานในระดับล่าง ถูกปิดกั้นที่จะมีความก้าวหน้าขึ้นเป็นผู้บริหารได้
อย่างไร จึงได้มุ่งศึกษาผู้หญิงที่ทำงานในระดับล่างด้วย การวิเคราะห์ความคิดความเชื่อเกี่ยวกับตนเอง
ของผู้หญิงทั้งสองกลุ่ม ในแต่ละงานอาชีพจะช่วยอธิบายรูปแบบการปิดกั้นได้หลากหลายขึ้นว่า
การปิดกั้นผู้หญิงในที่ทำงานแต่ละงานอาชีพทำงานผ่านอะไรบ้าง

การเข้าสู่สนาม
การเตรียมการก่อนเข้าสู่สนาม ผู้วิจัยสร้างแนวคำถาม (guide line) เพื่อใช้เป็นแนวทางในการ
สัมภาษณ์ภายใต้การใช้คำถามการวิจัย วัตถุประสงค์ และกรอบแนวคิดในการวิจัยเป็นแนวทางในการ
กำหนดแนวคำถามเพื่อวิเคราะห์บริบทที่ทำงานว่าปิดกั้นความก้าวหน้าในการทำงานของผู้หญิงอย่างไร
โดยแนวคำถามนี้เป็นการกำหนดไว้อย่างหลวม ๆ แต่ในการสัมภาษณ์จริง การพูดคุยสนทนามีลักษณะ
เปิดกว้างให้ผู้ให้สัมภาษณ์พูดคุยถึงเรื่องต่าง ๆ ซึ่งในการสัมภาษณ์ได้ดำเนินไปอย่างอบอุ่นและเป็นมิตร
เพื่อให้ได้ภาพการปิดกั้นความก้าวหน้าในการทำงานของผู้หญิงที่คมชัดลึก การสร้างความสัมพันธ์
ที่ดีระหว่างการสัมภาษณ์ผ่านการแนะนำจากเพื่อนในวงการต่าง ๆ จะช่วยให้ได้ภาพในที่ทำงานว่ามีการ
กีดกันความก้าวหน้าได้อย่างไร ภายใต้การกำหนดเลือกตัวอย่างเชิงทฤษฎี (Theoretical sampling) เพื่อกำหนดงานอาชีพและผู้ให้ข้อมูลหลักในแต่ละงานอาชีพออกเป็น ผู้บริหารที่แต่งงานแล้ว และยังเป็นโสด กับผู้ปฏิบัติการที่แต่งงานแล้ว ด้วยการเข้าไปในที่ทำงานของผู้ให้ข้อมูลหลักที่เข้าไปได้ ซึ่งจะได้บรรยากาศของที่ทำงาน ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ร่วมงานเพศเดียวกัน และต่างเพศ ผ่านการแสดงออกของการทักทายหรือปรึกษางานในระหว่างการสนทนา หรืออาจเป็นการพูดคุยสนทนานอกที่ทำงาน เพื่อให้การพูดคุยเป็นไปอย่างอิสระ

การเลือกบุคคลหลักในการสัมภาษณ์
การเลือกบุคคลหลักในการให้สัมภาษณ์ ซึ่งการเลือกผู้ให้ข้อมูลหลัก โดยอาศัยแนวคิด และทฤษฎีเป็นฐานคิดในการกำหนดผู้ให้ข้อมูลหลักคนแรก และคนต่อ ๆ ไป โดยเป็นการกำหนดคุณลักษณะผู้ให้ข้อมูลหลักจากกรอบแนวคิดการวิจัยเพื่อค้นหาการสร้างความหมายในการปิดกั้นจากปรากฏการณ์ของผู้หญิงในที่ทำงาน
การสัมภาษณ์ระดับลึก ( in-depth interview ) จากผู้ให้ข้อมูลหลักสี่รายแรกที่เป็นโสดและแต่งงาน
แล้วจากตำแหน่งผู้บริหารและผู้ปฏิบัติ ผู้วิจัยได้นำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อค้นหาการสร้างความหมายของ
ปรากฏการณ์การปิดกั้น สร้างมโนทัศน์ ( concept ) จัดประเภทของมโนทัศน์ ( category) และเชื่อมโยง
มโนทัศน์เพื่อให้ได้ข้อเสนอเกี่ยวกับการปิดกั้น จากนั้นจึงเลือกผู้ให้ข้อมูลหลัก ที่มีคุณลักษณะที่จะให้ข้อมูลที่อาจปฏิเสธข้อเสนอที่ได้มาจากการวิเคราะห์กรณีศึกษาในรายแรก ๆ จากนั้นจึงนำข้อมูลที่ได้มาใหม่มา
วิเคราะห์ และตีความ เพื่อกำหนดผู้ให้ข้อมูลหลักรายต่อ ๆไป การสัมภาษณ์ระดับลึกจะช่วยให้เพิ่มเติมรายละเอียด แต่ต้องปลอดจากการถามนำ แต่เป็นการเปิดเผยความคิดความเชื่อในการทำงานของผู้หญิง
ผ่านการให้ความหมายในการทำงานของตนเอง ความหมายเกี่ยวกับตนเอง




การประมวลผลและวิเคราะห์ข้อมูล
เป็นการวิเคราะห์ตัวบท เกี่ยวกับบริบทการทำงาน ความคิดของผู้ให้ข้อมูลหลักเกี่ยวกับงานที่ทำ
ของตนเอง เกณฑ์การพิจารณาความก้าวหน้าในการทำงานของที่ทำงาน ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ร่วมงาน และหัวหน้างานที่เป็นเพศเดียวกัน และต่างเพศ บรรยากาศในการทำงาน และการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ
ความก้าวหน้าในที่ทำงานของตนเองในกรณีที่เป็นผู้บริหาร และความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางใน
ความก้าวหน้าในการทำงานของตนเองในกรณีที่เป็นผู้ปฏิบัติการ ประกอบกับข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์
เกี่ยวกับความคิดความเชื่อในการทำงานว่าแตกต่างกันระหว่างเพศอย่างไร เก็บเรื่องราว และสาระสำคัญที่
เกี่ยวข้องกับการการปิดกั้นความก้าวหน้าในการทำงานของผู้หญิง ในสภาพที่ดำรงอยู่ตามปกติ เรื่องราวการ
ปิดกั้นนี้มีความสำคัญตามช่วงเวลาก่อนหลัง คือมีจุดเริ่มต้น มาถึงปัจจุบัน และคาดการณ์ในอนาคตเกี่ยวกับ
การปิดกั้นนี้สำหรับผู้หญิงเองได้
นำเรื่องราวที่ได้จากการสัมภาษณ์ระดับลึกมาวิเคราะห์ แยกแยะออกเป็นหัวข้อสำคัญว่า
ประกอบด้วยกฎ กติกาภายใต้ความคิดความเชื่ออย่างไรในการปิดกั้น เพื่อการวิเคราะห์อย่างละเอียด
เป็นการดึงเรื่องราวการปิดกั้นจากที่ทำงาน องค์ประกอบและโครงสร้างการปิดกั้นจะถูกนำมาเปิดผนึก นิยามวิเคราะห์และตีความตามนัย/ความหมายที่เป็นอยู่ในที่ทำงาน สร้างมโนทัศน์ตามการนิยามและวิเคราะห์ จัดเรียงลำดับกระบวนการการปิดกั้นในความเกี่ยวโยงหรือส่งผลกระทบต่อผู้หญิงอย่างไร
สร้างข้อความจากการวิเคราะห์นำมาเชื่อมโยงเป็นภาพรวมการปิดกั้นในที่ทำงานนี้
นำการปิดกั้นในที่ทำงานที่ผ่านการวิเคราะห์ หรือคลี่คลายให้โดยเห็นโดยการแยกแยะ และสร้าง
ขึ้นมาใหม่ กลับไปสู่บริบทที่ทำงาน เพื่อการตีความที่ได้จากการวิเคราะห์ว่ามีความหมายในการปิดกั้นผู้หญิงอย่างไรในการทำงาน

ผลการศึกษา
ในงานวิจัยนี้เป็นการการวิพากษ์ความเสมอภาคระหว่างเพศในระดับการครอบงำเชิง
อุดมการณ์ของระบบชายเป็นใหญ่ เป็นการคลี่คลายเพื่อเผยให้เห็นถึงรากเหง้าของการบริหารอำนาจ
ของระบบชายเป็นใหญ่ได้แยบยลมากขึ้นจนทำให้ผู้หญิงมีความคิดความเชื่อเกี่ยวกับตนเองว่า “ฉันเป็น
ผู้หญิง” และความเป็นหญิงของผู้หญิงนี่เอง ที่ถูกทำให้กลายเป็นเรื่องชอบธรรมโดยระบบชายเป็นใหญ่
ที่ผู้หญิงจะถูกปิดกั้นความก้าวหน้าในการทำงาน
การบริหารอำนาจอย่างแยบยลของระบบชายเป็นใหญ่เป็นการทำงานภายใต้การสร้างความรู้
เรื่องการแบ่งงานกันทำและเรื่องเพศ เพื่อครอบงำความคิดความเชื่อในความเป็นหญิงผ่านการจัด
ระเบียบพื้นที่ทางสังคมออกเป็นงานบ้านและงานก่อเกิดรายได้

การผลิตซ้ำความเป็นผู้หญิงผ่านการแบ่งงานกันทำ
เป็นการแบ่งงานกันทำชัดเจนระหว่างสามี – ภรรยาภายใต้แนวคิดการแบ่งงานกันทำในสังคมเพื่อ
ความเป็นระเบียบ สงบสุข เรียบร้อยของสังคม
งานบ้านที่เป็นงานของผู้หญิง
การแบ่งงานกันทำในครัวเรือนระหว่างหญิง – ชาย ขึ้นกับความเหมาะสมทางกายภาพ คือดูจาก
ความหนักเบาของงาน งานหนักเป็นของผู้ชาย งานเบาเป็นของผู้หญิง มีลักษณะแบ่งงานกันทำชัดเจน
งานบ้านที่เป็นงานของผู้ชาย
การแบ่งงานกันทำในครอบครัวรุ่นพ่อแม่ แบ่งออกเป็นงานของผู้หญิง และงานของผู้ชายชัดเจน
ภายใต้การสร้างความรู้เรื่องธรรมชาติ คือความเหมาะสมทางกายภาพ มาสร้างความชอบธรรมทางสังคม
ในการแบ่งงานในครัวเรือนของผู้หญิงกับผู้ชายออกจากกัน ซึ่งการทำงานในบ้านของผู้ชายมีลักษณะที่
สอดคล้องกับคุณลักษณะความเป็นชาย หมายความว่าเป็นการใช้คุณลักษณะความเป็นชายเป็นเกณฑ์
ตัดสิน จัดสรรงานในบ้านให้ผู้ชายบนฐานความแตกต่างทางสรีระ
การผลิตซ้ำผ่านงานบ้าน
การเป็นแม่บ้านของผู้หญิงในสายตาของลูกสาว ลูกชายแล้วเป็นภาพผู้หญิงกับงานบ้าน
ภาพผู้หญิงที่หล่อหลอมความเป็นผู้หญิงมาจากงานที่แวดล้อมตัวเธออยู่ในความหมายของลูกสาวเมื่อ
นึกภาพความเป็นผู้หญิงของแม่ เป็นภาพสะท้อนความเป็นธรรมชาติในตัวแม่ อ่อนโยน นุ่มนวล เป็นภาพ
ในความคิด
การสร้างความเป็นผู้หญิงทางสังคม
ความเป็นผู้หญิงทางสังคมถูกผลิตผ่านการสร้างความแตกต่างทางสรีระให้กลายเป็นความแตกต่างทางสังคมเพื่ออ้างความชอบธรรมในการควบคุมผู้หญิงของระบบชายเป็นใหญ่ ความอ่อนโยนอ่อนหวาน นุ่มนวล คำว่า อ่อนแอ นี้ก็เป็นการสร้างขึ้นเพื่อใช้กับสรีระของผู้หญิงว่าเป็นเรื่องของธรรมชาติที่ผู้หญิง
จะมีร่างกายอ่อนแอ ซึ่งหมายความว่าผู้หญิงต้องการการปกป้อง คุ้มครองในความหมายของระบบชายเป็นใหญ่จึงเป็นเรื่องที่ถูกต้อง เหมาะสมแล้วที่ผู้หญิงจะสวมบท แม่และภรรยา เป็นบทที่สอดคล้องกับความเป็นหญิงของผู้หญิง ความอ่อนโยนของผู้หญิงจึงเป็นเรื่องที่เหมาะสมกับการเป็นแม่ เป็นผู้ต้องการการคุ้มครอง

การผลิตซ้ำผ่านระบบเศรษฐกิจของครัวเรือน
การจุนเจือทางเศรษฐกิจต่อครัวเรือนของภรรยาเป็นการผลิตซ้ำความเป็นผู้หญิงผ่านการเป็นภรรยา สำหรับภรรยาแล้ว ครอบครัวต้องมาก่อน การทำงานใดก็ตามที่เป็นการจุนเจือครอบครัว ภรรยาทุกคนต้องทำทุกรูปแบบ
การผลิตซ้ำผ่านนิยามของความเป็นแม่
การมีแม่เป็นต้นแบบ เป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ในการเป็นแม่ให้คนรุ่นต่อไปเรียนรู้ การเป็นแม่
จากการทำงานของแม่ เป็นการถ่ายทอดความเป็นหญิงในรูปแบบหนึ่งที่ต่างจากการผลิตซ้ำอัตลักษณ์หญิงกับงานบ้านคือการมอบหมายให้พี่สาวทำงานบ้านแทนแม่ ผ่านการมีแม่เป็นต้นแบบการเป็นผู้หญิงในนามของแม่บ้าน เป็นการตอกย้ำอัตลักษณ์หญิงลงไปบนการทำงานบ้านของผู้หญิงรุ่นต่อมาผ่านความเป็นหญิง
ดังนั้นแล้วงานบ้าน งานในครัวเรือนกลายเป็นมรดกตกทอดให้กับคนรุ่นต่อไปที่เป็นเพศเดียวกัน

การผลิตซ้ำความเป็นผู้หญิงผ่านเรื่องเพศ
เรื่องเพศของผู้หญิงถูกใช้ผลิตซ้ำความเป็นผู้หญิง ผ่านการแสดงตามบทเพศหญิง เพื่อการตอก
ย้ำอัตลักษณ์หญิงในอีกมิติของการเป็นผู้หญิง บทเพศหญิงเป็นบทของผู้ตาม รอคอย และสนองตอบความ
ต้องการเรื่องเพศตามบทเพศชาย ในบทของผู้นำ
เรื่องเพศผ่านครอบครัว
สถาบันครอบครัวถูกใช้เป็นพื้นที่เพื่อรองรับการควบคุมเรื่องเพศของผู้หญิงของระบบชายเป็นใหญ่ให้กลายเป็นเรื่องชอบธรรมที่ผู้หญิงจะถูกควบคุมเรื่องเพศผ่านการเล่น บทเพศหญิงภายใต้การสร้างของระบบชายเป็นใหญ่ ว่าเรื่องเพศที่ถูกต้อง เหมาะสมสำหรับผู้หญิงแล้วต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของผู้ชายในนามของสามีผ่านการใช้ความรักเป็นกฎ กติกาการควบคุมเรื่องเพศของผู้หญิงของระบบชายเป็นใหญ่ และผู้หญิงเองก็ยินยอมให้ความรักกลายเป็นอำนาจที่จะผูกมัดตัวเองกับครอบครัวผ่านการแต่งงาน
เรื่องเพศผ่านโรงเรียน
การเรียนรู้เรื่องเพศจากครอบครัวเป็นบทเรียนแรกของสมาชิกใหม่ของสังคม เมื่อก้าวออกจากบ้าน
แล้วการเรียนรู้ในการดูแลตัวเอง เป็นเรื่องจำเป็นของผู้หญิง การเข้าเรียนโรงเรียนสตรีเป็นทางเลือกในการ
ดูแลลูกสาวของพ่อแม่ ลูกสาวรุ่นนี้ผ่านโรงเรียนสตรีในช่วงหนึ่งของการเรียน แน่นอนว่าการสอนเรื่องการเป็นผู้หญิงย่อมมีในโรงเรียน


เรื่องเพศผ่านเพื่อน
การเรียนรู้เรื่องเพศในกลุ่มเพื่อนด้วยกัน เป็นการเล่าสู่กันฟังเรื่องการคบเพื่อนต่างเพศ การเห็น
เพื่อน ๆ คบเพื่อนต่างเพศ รวมทั้งการพยายามหาเพื่อนต่างเพศให้เพื่อน การช่วยดูแลเพื่อนต่างเพศให้ว่า
เป็นยังไงบ้าง คืออยู่ในสายตาเพื่อนอีกชั้นหนึ่ง จะเป็นการช่วยคัดกรองพฤติกรรมเพื่อนต่างเพศให้ด้วย
การเรียนรู้เรื่องเพศผ่านสถาบันครอบครัว สถาบันการศึกษา กลุ่มเพื่อน สื่อของผู้หญิงภายใต้ระบบชายเป็นใหญ่ หล่อหลอมสร้างความเป็นหญิงเมื่อต้องอยู่ภายใต้ระบบชายเป็นใหญ่แล้ว ความแตกต่างทางสรีระระหว่างหญิง – ชาย ว่า ความอ่อนแอเป็นสัญลักษณ์ของผู้หญิง ความแข็งแรงเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นชายกลายเป็นความจริงทางสังคมที่ซึมวาบเข้าไปในความคิดของการเป็นผู้หญิง เพื่อความปลอดภัยทางสังคมสำหรับการเป็นผู้หญิง การมีร่างกายแข็งแรงภายใต้ภาพการแข็งแรงทางร่างกายของการเป็นผู้ชายกลายเป็นความเชื่อเพื่อดูแลตัวเองของผู้หญิง

การผลิตซ้ำผ่านที่ทำงาน
งานอาชีพของผู้หญิงในที่ทำงานเป็นเพียงการขยายมาจากการทำงานบ้านของเธอเพื่อเปิดพื้นที่
สาธารณะให้ผู้หญิงเพียงเท่าที่ระบบชายเป็นใหญ่สร้างไว้ให้ดูเสมือนว่าผู้หญิงสามารถทำงานอาชีพได้
แต่แท้ที่จริงแล้วเป็นการสร้างภาพของระบบชายเป็นใหญ่ เพราะการทำงานอาชีพของผู้หญิงยังมี
ความสำคัญ เป็นรองจากงานอาชีพของผู้ชายผ่านการให้ความสำคัญกับงานอาชีพของผู้ชายสูงกว่า
ในรูปของรายได้ ตำแหน่งแห่งที่ทางสังคมของงานอาชีพของผู้ชายสูงกว่า
ถึงแม้ว่าผู้หญิงจะเข้าไปในงานอาชีพที่สังคมสร้างไว้ให้เหมาะกับความเป็นชาย สอดคล้องกับ
คุณลักษณะทางธรรมชาติของความเป็นชายได้ แต่ภายใต้กระบวนการตอกย้ำอัตลักษณ์หญิงของ
ระบบงาน ทำให้ผู้หญิงก้าวเข้าไปถึงส่วนที่เป็นหัวใจสำคัญของงานไม่ได้ผ่านการตอกย้ำเรื่องเพศในที่
ทำงาน ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายจึงยังไม่เกิดขึ้นเพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้หญิงเข้าไปในส่วนที่เป็นหัวใจ
สำคัญของงานได้ภายใต้การสร้างกฎ กติกาเพื่อปิดกั้นการเข้าสู่หัวใจสำคัญของงาน ผ่านการตอกย้ำ
อัตลักษณ์หญิงของเธอ การมอบหมายงานที่สอดคล้องกับอัตลักษณ์หญิงเป็นกระบวนการสร้างความไม่เท่า
เทียมระว่างเพศในที่ทำงานอย่างได้ผลจนผู้หญิงยินยอมรับบทเพศหญิงของเธอว่างานที่เธอทำเป็นงาน
ของการใช้ความละเอียดลออในการทำงานและผู้หญิงทำงานประเภทนี้ได้ดีกว่า

กระบวนทัศน์การจัดสรรงบประมาณ

คำถาม ภาควิชาจะทำงานอย่างไร ถ้าไม่มีทรัพยากรที่เพียงพอ ท่านจะกระจายทรัพยากรอย่างไรให้
เหมาะสมกับแต่ละคณะ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายที่ต่างกัน
คำตอบ
ทรัพยากรที่ใช้ในการปฏิบัติงานที่ภาควิชาหรือสาขาวิชา มีความต้องการและจำเป็นต้องใช้ในการบริหารงานประกอบด้วย งบประมาณและอัตรากำลังบุคลากร ซึ่งแนวทางการจัดสรรทรัพยากรทั้ง ๒ ประการ ผมมีแนวคิดในการจัดสรรในการบริหารอีกทางเลือกหนึ่ง ดังนี้
๑. งบประมาณ
การจัดสรรงบประมาณแบบประเพณีดั้งเดิม ซึ่งรายได้ส่วนใหญ่เกิดจาก ค่าหน่วยกิต ค่าบำรุงคณะ จะมีลักษณะเป็นการหักเงินตามฐานรายได้ของแต่ละส่วนงาน(คณะ/วิทยาลัย/สถาบัน/สำนัก) เช่น คณะศึกษาศาสตร์ รับนิสิตเข้ามาลงทะเบียนเรียน นิสิตจะต้องจ่ายค่าบำรุงมหาวิทยาลัย ค่าบำรุงหอสมุด ค่ากิจกรรมนิสิตและอื่นๆ จิปาถะ รายรับส่วนนี้ เป็นรายรับของส่วนกลาง(มหาวิทยาลัย) ส่วนรายรับที่เกิดจากค่าหน่วยกิต ค่าบำรุงคณะ ค่าบำรุงพิเศษเฉพาะสาขาวิชา (อาจจะมีรายการอื่นอีก) รายรับส่วนนี้ ส่วนงานจะต้องทำประมาณการรายรับ จากนั้น ส่วนกลางจะดำเนินการหักตามอัตราที่ได้มีการตกลงกันเป็นสูตรสำเร็จ ดังนี้

ก. รายรับจากค่าหน่วยกิต
ร้อยละ 90 ของรายรับ สำหรับตั้งงบประมาณ
ข. รายจ่าย
สมทบให้ส่วนกลางของมหาวิทยาลัย 6%
สมทบเข้ากองทุนมหาวิทยาลัยบูรพา 2%
สมทบทุนอุดหนุนการวิจัย 3%
สมทบทุนอุดหนุนเพื่อพัฒนาบุคลากร 1%
สมทบค่าสาธารณูปโภค 3%
สมทบงบกลาง 10%
สมทบกองทุนคงยอดเงินต้นของคณะ 3%

จุดเด่นของวิธีการแบบนี้
ด้วยกระบวนการกำหนดจำนวนร้อยละของการหักค่าใช้จ่ายที่ชัดเจน จะสอดคล้องกับหลักการที่ว่า ส่วนงานใดขยันขันแข็ง มีผู้สนใจเรียนมาก รายรับมากเงินก็จะมีเหลือใช้มาก ส่วนงานที่เสียเปรียบไม่ว่าจะด้วยธรรมชาติของสาขาวิชา หรือ ขาดกลยุทธ์ที่ดึงดูดใจ ก็อาจจะทำให้มีรายได้น้อย

จุดอ่อนของวิธีการนี้
ส่วนงานต่างๆ จะทำงานเสมือนหนึ่งเป็นรัฐอิสระ แล้วส่วนกลางก็หักภาษี แต่ละส่วนงานก็จะนำเอาภาพของมหาวิทยาลัยไปอ้างหารายได้ บางส่วนงานอาจจะสร้างส่วนต่างของรายรับกับรายจ่ายอย่างมากมาย ตามโอกาสของสาขาวิชา ซึ่งบางครั้งอาจจะไม่ยุติธรรมกับผู้เรียนและสังคม รวมทั้งการมีรายรับมากในบางส่วนงาน การใช้จ่ายและโอกาสของบุคลากรก็จะเหลื่อมล้ำ แตกต่างกันมาก
ผลกระทบ
ก. ส่วนต้องพัฒนากลยุทธ์เพื่อการเพิ่มปริมาณผู้เรียนให้ได้มากที่สุดและพยายามสร้าง
ศักยภาพในการแข่งขันกับสถาบันอื่นๆ ให้ได้มากที่สุด
ข. การจ่ายค่าตอบแทนกรณีภาระงานสอนเกิน (เกิน ๙ หน่วยกิต) บางส่วนงานที่มี
งบประมาณมากพอก็จะจ่ายแบบเต็มอัตราสูงสุด แต่บางส่วนงานที่มีรายได้ไม่เพียงพอ ก็อาจจะจ่ายแบบตามมีตามเกิด ทำให้โอกาสและความเท่าเทียมกันของคณาจารย์ต่างสาขาวิชา ต่างคณะย่อมแตกต่างกันไปด้วย ทั้ง ๆ ที่บางสาขาวิชาเป็นสาขาวิชาที่ประเทศต้องการ แต่อาจจะไม่ใช่สาขาที่เป็นที่ต้องการของตลาด แต่มีผลต่อสังคม เช่น สาขาด้านศิลปะและวัฒนธรรม
ปรับกระบวนทัศน์ใหม่
หากจะปรับกระบวนการจัดสรรงบประมาณใหม่ จำเป็นต้องปรับกระบวนทัศน์ที่มองผลประโยชน์เฉพาะตนของแต่ละส่วนงาน มองภาพแบบเอกภาพ มองภาพรวมของมหาวิทยาลัย และต้องใช้หลักคิดแบบ “พอเพียง” คือ ความมีเหตุมีผล การรู้จักประมาณ และการมีภูมิคุ้มกันที่ดี ต้องปรับกระบวนทัศน์ของผู้มีส่วนได้เสียทุกส่วนงานใหม่ คือ ต้องยอมรับให้ได้ว่า “รายรับของทุกส่วนงานเป็นทรัพย์สินของมหาวิทยาลัย” แต่ว่า หากส่วนงานใดจะต้องปฏิบัติภารกิจตามที่ได้รับมอบหมาย ก็จะได้รับงบประมาณไปเพื่อการปฏิบัติงานตามหลักของ “ความพอเพียง”
จุดเด่นของวิธีการนี้
การจัดสรรงบประมาณตามภารกิจจะสอดคล้องกับแนวคิดการบริหารงานแบบยุทธศาสตร์ทั่วทั้งองค์กร อันจะทำให้ทุกสาขาวิชาได้รับการสนับสนุนงบประมาณตามธรรมชาติและความจำเป็นของแต่ละสาขาวิชา/ภาควิชา เพราะในการจะจัดสรรงบประมาณกลับไปให้สาขาวิชา/ภาควิชา จะต้องมีการศึกษาและกำหนดจำนวนงบประมาณที่จำเป็นต้องใช้ของแต่ละสาขาก่อนว่า ที่สมเหตุสมผลนั้น ควรจะเป็นจำนวนเท่าใด เมื่อส่วนงานรับนิสิตเข้ามาแล้ว การจัดสรรงบประมาณจะจัดตามค่าใช้จ่ายรายหัว แต่ก็จะต้องสะท้อนภารกิจที่จะต้องทำด้วย (รายละเอียดมีเรื่องที่ต้องปฏิบัติหลายประการ แต่ทำได้หากมีการดำเนินการจริงจัง)
การจัดสรรงบประมาณด้วยวิธีนี้ จะส่งผลต่อการกำหนดนโยบายของมหาวิทยาลัยอีกด้วยว่า จะจัดชั้นเรียนห้องละกี่คน ซึ่งจะส่งผลต่อคุณภาพบัณฑิตด้วยไปในตัว
๒. การจัดสรรอัตรากำลังบุคลากร เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ยังไม่กระจายทรัพยากรที่เท่าเทียม ผมจะขอนำเสนอในวันต่อไป

The Global Education Movement

ความเคลื่อนไหวในโลกปัจจุบัน มีบุคคลสำคัญทั่วโลกที่มีแนวคิดและการดำเนินงานที่น่าสนใจหลายท่าน น่าติดตามแนวคิดและแนวโน้ม ของความเคลื่อนไหวของท่านเหล่านั้น ในที่นี้จะขอนำรายชื่อบุคคลที่น่าติดตามผลมานำเสนอ ดังนี้
๑. Lee Hsien Loong - Prime Minister, Singapore
๒. Jan Bjorklund - Minister for Education, Sweden
๓. Arne Duncan - Secretary of Education, U.S.A.
๔. Tony Blair - Former Prime Minister, U.K.
๕. Michael Barber - Partner, McKinsey & Company
๖. Ilse Schrittesser - Professor,Wiens Universitet
๗. Ellen Moir - Professor,Wiens Universitet
๘. Mick Waters - Director of Curriculum, Qualifications and Curriculum Authority

ผมจะพยายามติดตามและสรุปแนวคิดที่น่าสนใจมาแบ่งปันแนวคิดและวิเคราะห์ วิจารณ์กันต่อไป

ศิษย์เก่ายอดเยี่ยมสดุดี สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

ศิษย์เก่ายอดเยี่ยมสดุดี
สมเด็จพระเทพรัตนราช สุดาฯสยามบรมราชกุมารี
ในวาระครบ 4 รอบ 48 ปี มศว
28 เมษายน พ.ศ. 2540
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงสำเร็จการศึกษาในระดับอนุบาลศึกษาจนถึงระดับมัธยมตอนปลาย
ณ โรงเรียนจิตรลดา พระราชวังสวนจิตรลดา ทรงสำเร็จการศึกษาในระดับอุดมศึกษา อักษรศาสตรบัณฑิตเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง
คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาจารึกภาษาตะวันออก มหาวิทยาลัยศิลปากรและ
อักษรศาสตร์มหาบันฑิต สาขาวิชาภาษาบาลีและสันสกฤต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสำเร็จการศึกษาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชา
พัฒนศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ในปีพุทธศักราช 2529
พระราชกรณียกิจของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ที่ทรงมีต่อสังคมไทยนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณ
อเนกอนันต์ ทรงเป็นที่รักอย่างหาที่สุดมิได้ของประชาชนไทยทุกหมู่เหล่า นอกจากจะทรงมีเมตตาเยี่ยมเยียนและช่วยเหลือ
ประชาชนทั่วแผ่นดินไทยแล้ว ยังทรงดำเนินโครงการต่าง ๆ กันอันเป็นคุณูปการต่อสังคมไทย โดยเฉพาะงานที่สำคัญยิ่งอย่าง
หนึ่งก็คืองานพัฒนาชุมชนที่เกี่ยวข้องกับการศึกษานั้น พระองค์ท่านได้ดำเนินโครงการอย่างมีระบบ สามารถให้ความช่วยเหลือ
ชุมชนต่าง ๆ ได้อย่างทั่วถึง ทำให้คนยากไร้ คนพิการ และคนด้อยโอกาสมีชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข ภาคภูมิใจในความ
สารถของตน นับว่าเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยโดยถ้วนหน้ากัน
โครงการพัฒนาชุมชนที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ซึ่งเป็นโครงการพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรม
ราชกุมารี มีหลายโครงการทั้งโครงการให้การศึกษาปกติ เช่น ทรงริเริ่มตั้งโรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ โรงเรียนอนุบาล
คุณากร โรงเรียนปิยชาติพัฒนา ทั้งโครงการให้การศึกษาพิเศษ โดยจัดการศึกษาพิเศษให้แก่คนพิการ ทั้งเด็กหูหนวก ตาบอด
และปัญญาอ่อน โครงการส่งเสริมคุณภาพการศึกษา เช่น โครงการนักเรียนทุนในพระราชานุเคราะห์ โครงการร่วมกับมูลนิธิ
กฤตานุสรณ์ในพระบรมราชูปถัมภ์ โครงการปรับปรุงและตั้งห้องสมุด โครงการส่งเสริมสมรรถภาพของนักเรียนทางด้าน
พลานามัย ทั้งโครงการฝึกอาชีพ เช่น โครงการเกษตรกรรมระดับประถมศึกษา โครงการฝึกอาชีพทหาร และตำรวจพิการ
โครงการร่วมกับโครงการพระดาบสฝึกอาชีพ โครงการช่วยเหลือการเกษตรสมาชิกสายใจไทย โรงเรียนผู้ใหญ่พระตำหนักสวน
กุหลาบ และโครงการส่งเสริมคุณภาพชีวิต ได้แก่ โครงการเสริมอาหารในรูปต่าง ๆ เช่น โครงการอาหารจานเดียว โครงการ
เกษตรเพื่ออาหารกลางวัน โครงการปรับปรุงภาวะทุพโภชนาการ โครงการทดลองทำนมอัดเม็ด และโครงการทดลองเพื่อดำรง
ระบบครอบครัวไทยดั้งเดิม นอกจากนี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ยังได้ทรงปฏิบัติงานในโครงการ
พระราชดำริของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวอีกหลายโครงการ โครงการต่าง ๆ เหล่านี้ส่งผลให้เกิดโครงการอันเป็นประโยชน์
อื่น ๆ ซึ่งล้วน สืบเนื่องมาจากโครงการพระราชดำริอีกเป็นอันมาก กิจกรรมการพัฒนาชุมชนแผ่ขยายไปทั่วประเทศไทย
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ทรงประกอบพระราชกรณียกิจนานัปการ ด้วยพระปรีชาสามารถและ
พระวิริยะอุตสาหะอันยากที่จะหาผู้ใดเสมอเหมือน
สมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ตระหนักในคุณค่าแห่งพระราชกรณียกิจ อันได้ ทรงบำเพ็ญเพื่อประโยชน์
สุขของปวงประชาราษฎร์ จึงมีมติเป็นเอกฉันท์ขอพระราชทานราชานุญาตทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายโล่ศิษย์เก่ายอดเยี่ยมเพื่อ
เป็นเกียรติแก่สมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ในวาระครบ 4 รอบ 48 ปี ของมหาวิทยาลัยแห่งนี้สืบไป

ขอบคุณสำหรับคะแนนเสนอชื่อที่บริสุทธิ์

วันนี้(๑๕ ธันวาคม ๒๕๕๒) ได้ผ่านการเสนอชื่อผู้สมควรดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยบูรพา เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นได้สะท้อนภาพหลายอย่างของสถาบันอุดมศึกษาแห่งนี้ (จะยังไม่กล่าวถึงในที่นี้) แต่อย่างน้อยโดยส่วนตัว รู้สึก ซาบซึ้งและขอบคุณ คณาจารย์และบุคลากร ที่เป็นเพื่อนร่วมองค์กรเดียวกัน ที่กรุณาช่วยเสนอชื่อผม นับเป็นเสียงสะท้อนที่ "บริสุทธิ์และใสสะอาด" ต้องขอขอบคุณด้วยความจริงใจ อย่างน้อยทำให้ผมมีกำลังใจในการทำงาน จะมีคนเสนอชื่อมากหรือน้อย ก็จะเป็นสิ่งสะท้อนว่าเราทำความดีมากพอที่จะชนะใจท่านเหล่านั้น ได้หรือไม่ หากยังเปลี่ยนความคิดท่านเหล่านั้นไม่ได้ แสดงว่า เรายังทำความดีไม่มากพอ จงทำดีต่อไป

ขอบคุณ ขอบคุณและขอบคุณ ในน้ำใจและไมตรีจิตในครั้งนี้ครับ

ด้วยจิตคารวะและมุ่งมั่นที่จะทำดีต่อไป
มนตรี แย้มกสิกร

Montree's Policy for BUU9

9. ด้านความรับผิดชอบต่อสังคม
9.1 นโยบาย
เป็นมหาวิทยาลัยที่ส่งเสริม สนับสนุนการมีบทบาทและมีส่วนร่วมกับชุมชนโดย เฉพาะชุมชนภาคตะวันออก ในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและการมีส่วนร่วมในระบอบประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญและมีจิตสำนึกรักการประหยัดพลังงาน
9.2 พันธกิจ
(1) ส่งเสริมและปลูกฝังให้นิสิต คณาจารย์และบุคลากร มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์และพัฒนาสิ่งแวดล้อมและการมีส่วนร่วมในระบอบประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
(2) ร่วมมือกับองค์กรทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนและองค์กรไม่แสวงหากำไร (NGO) เพื่อการอนุรักษ์และพัฒนาสิ่งแวดล้อมในภาคตะวันออก ตลอดจนมีการมีส่วนร่วมในระบอบประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
(3) ส่งเสริมให้มีกิจกรรมการประหยัดพลังงานการใช้กระแสไฟฟ้า โดยจะเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานให้ได้อย่างน้อยไม่น้อยกว่า ร้อยละ ๕ ต่อปี ลดปริมาณการใช้น้ำประปา การจัดการขยะภายในมหาวิทยาลัย โดยวิธีการดำเนินการจะดำเนินการทั้งในระบบการทำงาน การเรียนการสอนรวม
(4) มุ่งสู่การรักษามาตรฐานการตระหนักต่อการบริการที่คำนึงถึงการรักษาคุณภาพ
สิ่งแวดล้อมที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากลอย่างต่อเนื่อง

Montree's Policy for BUU8

8. ด้านการพัฒนาคุณภาพและการจัดการเปลี่ยนแปลง
8.1 นโยบาย
เป็นมหาวิทยาลัยที่มุ่งสนับสนุนการพัฒนาระบบการประกันคุณภาพให้เป็นส่วนหนึ่งของระบบบริหารและการดำเนินงานของทุกระบบ เตรียมความพร้อมของบุคลากรและพัฒนาระบบให้มีความยืดหยุ่น พร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
8.2 พันธกิจ
(1) ปรับปรุง และพัฒนาระบบการประกันคุณภาพ และสร้างวัฒนธรรมให้การประกันคุณภาพเป็นส่วนหนึ่งของระบบบริหาร และการดำเนินงานของทุกระบบ
(2) จัดให้มีกระบวนการเรียนรู้ในกลุ่มบุคลากร เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น
(3) กำหนดมาตรการและกลไกการนำผลการปฏิบัติงานมาทบทวนเพื่อทำให้เกิดเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้
(4) พัฒนาระบบการบริหารความเสี่ยงอย่างครอบคลุมทุกด้าน

Montree's Policy for BUU7

7. ด้านการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม
7.1 นโยบาย
เป็นมหาวิทยาลัยที่มีบทบาทในการอนุรักษ์ ส่งเสริม พัฒนา ถ่ายทอด และฟื้นฟูขนบธรรมเนียม ประเพณีและวัฒนธรรมอันดีงาม
7.2 พันธกิจ
(1) ส่งเสริมและสนับสนุนการจัดกิจกรรมส่งเสริมทำนุบำรุง เผยแพร่ศิลปะ ประเพณีและวัฒนธรรม
(2) ส่งเสริมและสนับสนุนให้บุคลากร นิสิตและศิษย์เก่าเกิดความภาคภูมิใจในความเป็นมหาวิทยาลัยบูรพา และการใช้เครื่องหมายอันเป็นสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัย
(3) ส่งเสริมและสร้างโอกาสการเรียนรู้ความหลากหลายทางวัฒนธรรมของนิสิต
(4) ส่งเสริมและฟื้นฟูวัฒนธรรมอันดีงามของมหาวิทยาลัยบูรพา เพื่อสร้างเอกลักษณ์ และความผูกพันกับมหาวิทยาลัย
(5) ส่งเสริมการพัฒนาหอศิลป์ ภาคตะวันออกให้เป็นแหล่งอ้างอิงด้านศิลปะของภาคตะวันออก

Montree's Policy for BUU6

6. ด้านการบริการวิชาการแก่สังคม
6.1 นโยบาย
เป็นมหาวิทยาลัยที่นำศักยภาพทางวิชาการของคณาจารย์และบุคลากร สนับสนุนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างยั่งยืน และเป็นศูนย์กลางด้านการบริการวิชาการของภาคตะวันออก เน้นการจัดบริการวิชาการที่สอดคล้อง สนับสนุนทิศทางการพัฒนาภาคตะวันออก พัฒนาระบบการจัดบริการวิชาการที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลาย



6.2 พันธกิจ
(1) พัฒนาระบบการบริการวิชาการเชิงรุก ด้วยการประสานความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานที่คาดว่าจะเป็นกลุ่มผู้รับบริการอย่างต่อเนื่อง
(2) พัฒนานวัตกรรมการบริการวิชาการที่สนองตอบต่อความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย
(3) บูรณาการกิจกรรมการวิจัย การบริการวิชาการ และการเรียนการสอน เพื่อสร้างชุมชนแห่งการพัฒนาที่เป็นแบบอย่างที่ดีในภาคตะวันออก
(4) ส่งเสริมและสนับสนุนการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม เพื่อการพัฒนาศักยภาพของอุตสาหกรรมให้มีขีดความสามารถทางเทคโนโลยีที่สูงขึ้น
(5) จัดบริการวิชาการทั้งเพื่อสังคมแบบให้เปล่าและการหารายได้
(6) นำเทคโนโลยีสารสนเทศมาสนับสนุนการบริการวิชาการเพื่อให้สามารถขยายขอบเขตการบริการวิชาการให้กว้างไกลไร้พรมแดนมากขึ้น
(7) พัฒนาสถานีโทรทัศน์เพื่อการศึกษา มหาวิทยาลัยบูรพา เพื่อให้ประชาชนชาวจังหวัดชลบุรีได้รับประโยชน์สูงสุด

Montree's Policy for BUU5

5. ด้านการวิจัย
5.1 นโยบาย
มุ่งพัฒนาเป็นมหาวิทยาลัยวิจัยการสร้างองค์ความรู้ เพื่อการพัฒนาประเทศที่สนองตอบต่อปัญหาของชุมชน โดยเฉพาะภาคตะวันออก
5.2 พันธกิจ
(1) สนับสนุนการบูรณาการการวิจัยของมหาวิทยาลัยให้สอดคล้องกับนโยบายและยุทธศาสตร์การวิจัย แห่งชาติ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาการวิจัยเฉพาะทางที่มีคุณภาพและมีประสิทธิผลต่อการพัฒนาสังคมและประเทศ
(2) พัฒนาการวิจัย และมีระบบ/ กลไก ให้เกิดการกระจายงบประมาณไปตามส่วนงานต่างๆ และกระตุ้นให้เกิดความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน นำไปสู่การสร้างเครือข่ายทั้งภายในและภายนอกในการวิจัยและพัฒนาที่มีคุณภาพเกิดประโยชน์ต่อภูมิภาค และประเทศในเชิงสาธารณะและเชิงพาณิชย์
(3) สนับสนุนและพัฒนาบุคลากร ตลอดจนนิสิต นักศึกษาให้มีความรู้ความสามารถในการดำเนินการวิจัย และเตรียมโครงการวิจัยที่มีคุณภาพ สามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมและประเทศในรูปแบบต่าง ๆ บนพื้นฐานปรัชญาของมหาวิทยาลัย “ความรู้คู่คุณธรรม”
(4) พัฒนาและปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัย
(5) สร้างเครือข่าย / สร้างเสริมเครือข่ายที่มีอยู่ให้มีศักยภาพและเข้มแข็งยิ่งขึ้น ในการร่วมมือระหว่างหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ทั้งในภูมิภาค ระดับประเทศ และต่างประเทศ เพื่อการพัฒนาภูมิภาคและประเทศ
(6) พัฒนากองทุนวิจัยที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนกิจกรรมการวิจัยของนิสิต คณาจารย์และบุคลากร
(7) พัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านการวิจัยอย่างต่อเนื่องและสร้างโอกาสและเครือข่ายการวิจัยให้แก่คณาจารย์และบุคลากร
(8) ส่งเสริมให้มีการพัฒนาชุดโครงการวิจัยที่มีการบูรณาการศาสตร์เพื่อการแก้ปัญหาของชุมชน
(9) พัฒนาระบบการบริหารและส่งเสริมการวิจัย ทั้งนักวิจัยรุ่นใหม่ และนักวิจัยที่มีประสบการณ์ โดยเน้นการพัฒนาคุณภาพการวิจัยอย่างเป็นระบบ
(10) ส่งเสริมให้มีการพัฒนาการตีพิมพ์ เผยแพร่ผลงานวิจัยในสื่อต่าง ๆ
(11) ส่งเสริมให้มีการจัดการประชุมวิชาการระดับชาติและนานาชาติ
(12) จัดให้มีกิจกรรมยกย่องและเชิดชูนักวิจัยที่มีผลงานดีเด่นเป็นประจำทุกปี
(13) กำหนดประเด็นการวิจัยด้วยการสร้างการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนากับภาครัฐและเอกชนทั้งในและต่างประเทศ

Montree's Policy for BUU4

4. ด้านการพัฒนานิสิต
4.1 นโยบาย
สนับสนุน ส่งเสริมให้นิสิตได้มีโอกาสทำกิจกรรมตามความสนใจ พัฒนาระบบกิจกรรมนิสิตให้เสริมและสอดคล้องกับทักษะวิชาชีพ พัฒนาระบบสวัสดิการนิสิตให้ได้มาตรฐาน ได้แก่ หอพัก ทุนการศึกษา และระบบการดูแลให้คำปรึกษา
4.2 พันธกิจ
(1) ออกแบบและจัดกิจกรรมเพื่อสนับสนุนการปรับตัวและการใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยให้แก่นิสิต ทั้งนิสิตชาวไทยและนิสิตชาวต่างชาติ
(2) พัฒนาระบบกิจกรรมนิสิตให้เป็นเครื่องมือเสริมการพัฒนานิสิตให้มีคุณลักษณะบัณฑิตที่พึงประสงค์
(3) พัฒนาหอพักนิสิตให้เป็นศูนย์ศึกษาและอาศัยอย่างมีคุณภาพ รวมถึงการจัดให้มีหอพักระดับบัณฑิตศึกษาและหอพักนิสิตต่างชาติ
(4) จัดตั้งกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา
(5) พัฒนาระบบการดูแลให้คำปรึกษานิสิตให้สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุข และปรับตัวได้อย่างมีคุณภาพ
(6) ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนนิสิต และบุคลากรกับสถาบันการศึกษาในต่างประเทศ
(7) ส่งเสริมการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพอย่างทั่วถึง และมุ่งพัฒนาสถานที่ออกกำลังกาย และศูนย์กีฬาให้มีความพร้อมมากยิ่งขึ้น
(8) ส่งเสริมและพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม ความประพฤติ การแต่งกาย การดำเนินชีวิตของนิสิต โดยยึดหลักการดำเนินชีวิตตามหลักการเศรษฐกิจพอเพียง
(9) ส่งเสริมการรื้อฟื้นและปรับวัฒนธรรมอันดีงามของมหาวิทยาลัย เพื่อสร้างเอกลักษณ์ของชาวเทา-ทอง
(10) สนับสนุนการจัดให้มีเวทีการนำเสนอผลงานด้านวิชาการของนิสิตระหว่างมหาวิทยาลัยต่าง ๆ
(11) สร้างกิจกรรมการทำงานนอกเวลาเรียน เพื่อช่วยเหลือนิสิตที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ และ / หรือนิสิตที่ประสงค์จะช่วยเหลือตนเอง
(12) ประสานความร่วมมือกับสมาคมศิษย์เก่าให้มีบทบาทในการพัฒนาคุณภาพบัณฑิตทุกด้านอย่างต่อเนื่อง
(13) ให้มีกิจกรรมยกย่องและเชิดชูคณาจารย์ที่ปรึกษาทั้งด้านวิชาการและกิจกรรมนิสิตที่มีผลงานดีเด่นเป็นประจำทุกปี
(14) ส่งเสริมการจัดกิจกรรมที่สร้างสรรค์ของนิสิต อาทิ กิจกรรมการรับน้อง การร้องเพลงมหาวิทยาลัย การวิ่งประเพณีเขาสามมุข การร่วมมือกับสมาคมศิษย์เก่า การมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชน การมีส่วนร่วมตามหน้าที่ของปวงชนชวไทยตามรัฐธรรมนูญ
(15) ให้มีกิจกรรมยกย่องและเชิดชูนิสิตที่เป็นแบบอย่างทั้งด้านวิชาการและกิจกรรมนิสิตที่เป็น คนดี คนเก่ง

Montree's Policy for BUU3

3. ด้านการผลิตบัณฑิต
3.1 นโยบาย
มุ่งผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพที่มีความรู้ความสามารถทางวิชาการตามสาขาที่ตนเองศึกษา มีจรรยาวิชาชีพ และคุณธรรม จริยธรรม มีทักษะวิชาชีพ มีความรับผิดชอบในการทำงาน ใฝ่รู้ สามารถเรียนรู้ด้วยตนเองตลอดชีวิต ดำรงตนเป็นแบบอย่างการใช้ชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง เข้าใจความแตกต่างและหลากหลายของวัฒนธรรม และดำเนินการพัฒนาหลักสูตรทุกหลักสูตรให้ได้ตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิแห่งชาติ (Thai Qualification Framework : TQF)
3.2 พันธกิจ
(1) จัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่ตั้งอยู่บนฐานของงานวิจัย (Teaching and Learning based on Research : TLBR)
(2) ทบทวนและจัดทำแผนการผลิตบัณฑิตทั้งระดับปริญญาตรีและระดับบัณฑิตศึกษา โดยคำนึงถึงศักยภาพของมหาวิทยาลัยในการจัดการศึกษา สิ่งอำนวยความสะดวกที่จะทำให้การผลิตบัณฑิตมีคุณภาพ และมีคุณภาพชีวิตในมหาวิทยาลัยระหว่างการศึกษา
(3) พัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องและได้มาตรฐานตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิแห่งชาติทุกหลักสูตรภายในปี พ.ศ. 2555
(4) พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ และบูรณาการระหว่างวิชาการกับกิจกรรมนิสิตให้เสริมซึ่งกันและกัน เน้นกระบวนการคิด ทักษะการดำเนินชีวิต และความรับผิดชอบ
(5) ใช้หลักสูตรรายวิชาศึกษาทั่วไป เพื่อการพัฒนาคุณลักษณะบัณฑิตที่พึงประสงค์ เพื่อสร้างคุณลักษณะของบัณฑิต ด้านความรับผิดชอบ ความใฝ่รู้ ทักษะการเรียนรู้ด้วยตนเอง ตลอดจนการดำเนินชีวิตด้วยหลักเศรษฐกิจพอเพียง และความเข้าใจในความแตกต่างด้านวัฒนธรรม
(6) พัฒนาทักษะด้านภาษาต่างประเทศของบัณฑิตทุกระดับอย่างจริงจัง ด้วยการพัฒนาความพร้อมด้านสื่อการสอน ห้องปฏิบัติการทางภาษาให้ทันสมัย
(7) พัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของบัณฑิตให้มีทักษะเพียงพอที่จะใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการเรียนรู้ และการใช้ในการปฏิบัติงานตามสาขาวิชาชีพ
(8) พัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อสนับสนุนและขยายงานการจัดการเรียนการสอน ทั้งในด้านการขยายโอกาสทางการศึกษา และการเรียนรู้ตามอัตภาพ (การศึกษาที่ไร้พรมแดน)
(9) จัดและพัฒนาระบบการเรียนการสอนแบบผสมผสาน (Blended learning)
(10) ขยายการจัดหลักสูตรระดับนานาชาติ และจัดระบบรองรับนิสิตต่างชาติให้มีประสิทธิภาพ
(11) พัฒนาระบบห้องสมุดให้มีทรัพยากรสารสนเทศที่สนับสนุนการเรียนการสอนตามหลักสูตรและการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง
(12) จัดตั้งสำนักเทคโนโลยีการศึกษา เพื่อรับผิดชอบการพัฒนาการออกแบบการเรียนรู้ การผลิต และการบริการสื่อการสอน
(13) ส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการพัฒนาสื่อการสอนและการจัดการเรียนการสอนด้วยระบบ E-learning ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
(14) พัฒนาระบบการจูงใจคนดีและคนเก่งให้มาเรียนกับมหาวิทยาลัยบูรพาด้วยมาตรการที่หลากหลาย

Montree's Policy for BUU2

2. ด้านการพัฒนาบุคลากรและสวัสดิการบุคลากร
2.1 นโยบาย
เป็นมหาวิทยาลัยที่พัฒนาระบบการพัฒนาบุคลากรทั้งสายสอนและสายสนับสนุนให้สามารถพัฒนาตนเองเพื่อเตรียมความพร้อมการเข้าสู่ตำแหน่งบริหารหรือตำแหน่งทางวิชาการได้อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ โดยมีรูปแบบการพัฒนาที่หลากหลาย และมีการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ร่วมกัน รวมถึงการจัดการความรู้อย่างเป็นระบบ มีการจัดสวัสดิการที่ส่งเสริมความมั่นคงในชีวิตอย่างยั่งยืนและสมเหตุสมผล
2.2 พันธกิจ
(1) พัฒนาระบบการพัฒนาบุคลากรทั้งสายสอนและสายสนับสนุน เพื่อเตรียมเข้าสู่ตำแหน่งบริหาร และ / หรือตำแหน่งทางวิชาการอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง
(2) พัฒนาบุคลากรทั้งสายสอนและสายสนับสนุนให้มีศักยภาพที่จะจัดการเรียนการสอนในระดับนานาชาติได้
(3) จัดให้มีชุมชนแห่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการจัดการเรียนรู้ในแต่ละสาขาวิชา (Society for Teaching and Learning) รวมถึงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการปฏิบัติงานด้วยการจัดให้มีกระบวนการจัดการความรู้อย่างเป็นระบบ โดยใช้มาตรการเชิงส่งเสริม และสนับสนุน จูงใจ
(4) จัดให้บุคลากรทั้งสายสอนและสายสนับสนุนได้รับโอกาสการพัฒนาตนเองในแต่ละรอบปี ที่มีหลักประกันขั้นต้นที่เท่าเทียมกันในทุกส่วนงาน
(5) พัฒนาระบบการส่งเสริมบุคลากรที่มีศักยภาพสูง เพื่อให้สามารถแสดงศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มศักยภาพ รวมถึงการมีระบบการเข้าสู่ตำแหน่ง และ / หรือการเลื่อนระดับ และ / หรือการได้รับค่าตอบแทนแบบก้าวกระโดด (Fast Track)
(6) พัฒนาแนวปฏิบัติการคัดเลือกบุคลากรทุกสายที่เน้นคุณภาพที่สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาส่วนงาน โดยเฉพาะคณาจารย์ที่จะต้องมีศักยภาพพร้อมที่จะรองรับการขยายงานสู่ระดับนานาชาติ
(7) จัดให้มีการวางแผนการพัฒนากำลังคน เพื่อรองรับภารกิจอนาคตตามวิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัยบูรพาอย่างเป็นระบบจริงจังและต่อเนื่อง ด้วยการลงทุนการคัดเลือกบุคลากรภายใน หรือการคัดเลือกบุคคลภายนอก เพื่อให้ทุนไปศึกษาในทิศทางที่มหาวิทยาลัยบูรพามีความต้องการ
(8) จัดให้มีการให้รางวัลแก่บุคลากรที่ปฏิบัติหน้าที่ดีเด่นในแต่ละส่วนงานในภารกิจงานต่าง ๆ กันอย่างต่อเนื่อง และเป็นระบบที่มีการพิจารณาอย่างโปร่งใส เป็นธรรม และตรวจสอบได้
(9) ส่งเสริมและพัฒนาให้มีกองทุนสวัสดิการเพื่อการศึกษาบุตรบุคลากรอย่างทั่วถึง
(10) พัฒนาระบบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเพื่อพนักงานมหาวิทยาลัย ให้มีความน่าสนใจและให้ประโยชน์แก่บุคลากรมหาวิทยาลัย รวมทั้งเป็นเครื่องมือรักษาบุคลากรของมหาวิทยาลัยให้มีความมั่นคงในชีวิต
(11) ส่งเสริมให้บุคลากรมีความมั่นคงในชีวิตโดยควรจะต้องส่งเสริมให้มีบ้านหรือที่อยู่อาศัยที่เป็นของตนเองก่อนวัยเกษียณ
(12) ดำเนินการลดภาระงานสอนโดยส่งเสริมให้คณาจารย์ที่มีศักยภาพด้านการวิจัย ด้านการบริการวิชาการและการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม ได้ใช้ศักยภาพดังกล่าวอย่างเต็มที่เพื่อสนับสนุนภารกิจด้านนั้นๆ ของมหาวิทยาลัยให้มีความโดดเด่นเป็นที่ประจักษ์

Montree's Policy for BUU1

1. ด้านบริหาร
1.1 นโยบาย
มุ่งพัฒนาระบบการบริหารงานของมหาวิทยาลัยให้มีความคล่องตัว สามารถ
ตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงของสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยึดหลักธรรมของการทำงานที่ว่า “สุทธิ ปัญญา เมตตา ขันติ” ประกอบกับหลักการพัฒนาองค์กรสู่การเป็นองค์กรการเรียนรู้และหลักธรรมาภิบาล
1.2 พันธกิจ
(1) พัฒนาแผนกลยุทธ์การพัฒนามหาวิทยาลัยบูรพาให้มีความสมบูรณ์ ทั้งระดับมหาวิทยาลัย และระดับส่วนงาน
(2) พัฒนากระบวนการ/กลไกการติดตามและประเมินผลการดำเนินงานตามแผนกลยุทธ์ มีการทบทวนแผนกลยุทธ์การบริหารทุกรอบปี
(3) พัฒนาระบบการบริหารมหาวิทยาลัยทุกด้านให้มีความคล่องตัว สามารถตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงของสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
(4) พัฒนาระบบการบริหารการเงิน และงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมุ่งพิจารณาการบริหารต้นทุนต่อหน่วยอย่างรอบคอบ รวมถึงการใช้งบประมาณอย่างเป็นธรรม ทั่วถึง และตรวจสอบได้
(5) พัฒนาระบบข้อมูลเพื่อการบริหารให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น (Burapha University Business Intelligence Center : BUU-BIC) รวมถึงการพัฒนาให้ทุกส่วนงานได้มีซอฟท์แวร์เพื่อการบริหารงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาทิ ระบบพัฒนานิสิต ระบบการประกันคุณภาพ ระบบการบริหารหลักสูตรตามกรอบ TQF และอื่น ๆ
(6) พัฒนาระบบการประชาสัมพันธ์มหาวิทยาลัยให้เป็นการประชาสัมพันธ์เชิงรุกมากยิ่งขึ้น รวมถึงการสื่อสารภาพลักษณ์ที่ดีของมหาวิทยาลัยสู่สังคม
(7) พัฒนาระบบการรักษาความปลอดภัย และระบบการจราจรภายในมหาวิทยาลัย โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยให้มากขึ้น เพื่อให้สามารถคุ้มครองชีวิตและทรัพย์สินของมหาวิทยาลัย และบุคลากรของมหาวิทยาลัยอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการพัฒนาวัฒนธรรมการมีวินัยในการอยู่ร่วมกันทั่วทั้งองค์กร
(8) พัฒนาการใช้พื้นที่ของมหาวิทยาลัยให้เป็นระบบ โดยมุ่งจัดระบบการใช้พื้นที่เพื่อการศึกษา เพื่อการมีคุณภาพชีวิตที่ดี และเพื่อพัฒนาเชิงพาณิชย์
(9) พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของบุคลากรและนิสิต ได้แก่ การจัดให้มีสถานที่จอดรถ โรงอาหารกลาง สโมสรบุคลากร ศูนย์กีฬา (Sport Complex) พื้นที่สีเขียว และอื่น ๆ
(10) มุ่งปลูกฝังจิตสำนึกการประหยัดพลังงานแก่นิสิตและบุคลากรอย่างจริงจังและต่อเนื่อง โดยมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานให้ได้ หรือประหยัดการใช้พลังงานลงได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 ต่อปีของมูลค่าการใช้พลังงานทั้งมหาวิทยาลัย
(11) พัฒนาช่องทางการสื่อสารของมหาวิทยาลัยสู่กลุ่มเป้าหมายที่เป็นนิสิต บุคลากร ผู้ปกครองนิสิต ศิษย์เก่า และประชาชนที่สนใจในกิจการของมหาวิทยาลัยบูรพา ด้วยการพัฒนาสถานีโทรทัศน์เพื่อการศึกษา มหาวิทยาลัยบูรพา ให้สามารถตอบสนองต่อภารกิจการประชาสัมพันธ์มหาวิทยาลัยและการขยายงานด้านการศึกษา รวมถึงการจัดให้มีสื่อสิ่งพิมพ์ระดับมหาวิทยาลัยที่สร้างการมีส่วนร่วมในกระบวนการผลิตจากทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง
(12) เน้นความโปร่งใสของการดำเนินงานและการเงิน ไม่เล่นพรรคเล่นพวก ปฏิบัติกับทุกกลุ่ม ทุกสถานภาพอย่างเท่าเทียม ส่งเสริมระบบการตรวจสอบและถ่วงดุล
(13) สร้างและร่วมมือกับสถาบันการศึกษาต่างประเทศและในประเทศ เพื่อผลิตบัณฑิต วิจัย บริการวิชาการและแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมร่วมกัน

BUU SWOT Analysis

การวิเคราะห์สภาพแวดล้อม ศักยภาพ มหาวิทยาลัยบูรพา
(SWOT Analysis)
-------------------------------------------------------

จุดแข็ง (Strengths)
1. มหาวิทยาลัยบูรพา เป็นสถาบันที่มีประวัติศาสตร์และผลงานมายาวนานกว่า 50 ปี มีความพร้อมในระดับประมาณ 10 อันดับแรกของประเทศ
2. ที่ตั้งมหาวิทยาลัยได้สร้างศักยภาพด้านเศรษฐกิจให้กับชุมชน ก่อให้เกิดการขยายตัวของเศรษฐกิจในแถบจังหวัดชลบุรี และจังหวัดใกล้เคียง
3. มหาวิทยาลัยบูรพา มีที่ตั้งใกล้กรุงเทพมหานคร สะดวกต่อการเดินทาง มีภูมิทัศน์ที่สวยงาม อากาศดี เหมาะสมที่จะเป็นสถานศึกษาและอาศัย
4. มีพื้นที่กว้างขวาง มีพื้นที่ ณ จังหวัดชลบุรี 647 ไร่ 35 ตารางวา จังหวัดจันทบุรี 1,406 ไร่ 1 งาน 81 ตารางวา และจังหวัดสระแก้ว 1,269 ไร่ 2 ตารางวา รวมพื้นที่ทั้งหมด ประมาณ 3,322 ไร่ 2 งาน 18 ตารางวา
5. มหาวิทยาลัยบูรพา ได้รับการพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีสารสนเทศ มีเครือข่ายใยแก้วนำแสง พร้อมรองรับการขยายงาน
6. มีระบบการบริหารงานแบบมีส่วนร่วม โดยผู้บริหารร่วมกับผู้แทนของบุคลากรและหน่วยงานในรูปของคณะกรรมการต่าง ๆ อาทิ สภามหาวิทยาลัย ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารมหาวิทยาลัย คณะกรรมการประจำส่วนงาน
7. มีศิษย์เก่าที่สำเร็จการศึกษาไปจำนวนมาก และประสบความสำเร็จ สามารถเป็นฐานสนับสนุนการดำเนินงานของมหาวิทยาลัยได้เป็นอย่างดี
8. มหาวิทยาลัยบูรพา มีสถานภาพเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับรัฐ มีโอกาสที่จะสร้างสรรค์และพัฒนาระบบการบริหารให้มีความยืดหยุ่นสูงได้

จุดอ่อน (Weaknesses)
1. บัณฑิตระดับปริญญาตรียังมีจุดอ่อนด้านภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ความมั่นใจ และความสามารถในการแก้ปัญหา ระดับบัณฑิตศึกษา มีจุดอ่อนเรื่องผลงานวิทยานิพนธ์ ยังไม่โดดเด่น และยังไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้มากเท่าที่ควร (งานวิทยานิพนธ์ ได้รับรางวัลเพียง ร้อยละ 0.03 ซึ่งควรเพิ่มเป็นร้อยละ 0.06 (ข้อมูลปี พ.ศ.2551))
2. หลักสูตรของมหาวิทยาลัยบูรพา ระดับปริญญาตรี ส่วนใหญ่เป็นหลักสูตรที่ขาดการบูรณาการข้ามสาขาวิชา โดยเฉพาะการบูรณาการข้ามคณะที่สนองตอบต่อความต้องการของผู้ใช้บัณฑิตยังมีน้อย ส่วนหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษามีลักษณะทำนองเดียวกัน
3. ส่วนงานภายในมหาวิทยาลัยบูรพา ยังมีศักยภาพที่แตกต่างกันค่อนข้างมาก (มี 5 ส่วนงานที่ได้รับผลการประเมินคุณภาพการศึกษาอยู่ในระดับพอใช้)
4. การจัดการศึกษาสู่ระดับนานานาชาติ มหาวิทยาลัยบูรพา มีจุดอ่อน เรื่อง ศักยภาพและความพร้อมของบุคลากร โครงสร้างพื้นฐาน และระบบบริการภายในมหาวิทยาลัย
5. การจัดบริการวิชาการของมหาวิทยาลัยบูรพา ขาดการให้ชุมชนมีส่วนร่วมและกระบวนการทำงานเชิงรุกเพื่อเข้าถึงชุมชน
6. การดำเนินกิจกรรมบริการวิชาการของมหาวิทยาลัยบูรพา ยังไม่ส่งผลกระทบในเชิงพัฒนาสังคมภาคตะวันออกได้ชัดเจนตามปณิธานของมหาวิทยาลัย
7. การเปิด หรือขยายโอกาสทางการศึกษาให้แก่กลุ่มเป้าหมายที่อยู่นอกระบบ และ / หรือการเชื่อมโยงเข้ากับหลักสูตรนอกระบบ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตยังมีน้อย
8. ความสามารถและทักษะการบูรณาการภารกิจด้านการเรียนการสอน การวิจัย การบริการวิชาการ และทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมให้ผสมผสานเป็นกิจกรรมเดียวกันได้ยังมีน้อยมาก
9. มหาวิทยาลัยบูรพา ยังขาดกลไกการศึกษาประเด็นปัญหาและความต้องการของชุมชน จึงทำให้ผลงานวิจัยที่ตอบสนองต่อปัญหาของชุมชนและประเทศชาติยังมีไม่มาก งานวิจัยส่วนใหญ่จะเป็นไปตามความเชี่ยวชาญของคณาจารย์
10. ขาดระบบการบริหารงานวิจัยเชิงรุกและขาดการดำเนินการวิจัยแบบสหวิทยาการ
11. การวิจัยที่ร่วมกับนักวิจัยในสถาบันการศึกษาต่างประเทศยังมีน้อย
12. คณาจารย์และนักวิจัยที่มีศักยภาพทางการวิจัยระดับนานาชาติยังมีน้อย
13. ผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารระดับนานาชาติที่มีค่า Impact factor สูงยังมีน้อย รวมถึงผลงานที่ได้รับการอ้างอิงมีจำนวนน้อยมาก (งานวิจัยตีพิมพ์ ร้อยละ 20.90 บทความวิจัยที่ได้รับการอ้างอิง (Citation) ใน Refereed journal หรือในฐานข้อมูลระดับชาติหรือระดับนานาชาติต่ออาจารย์ มีเพียงร้อยละ 15.74 ซึ่งควรจะต้องได้มากกว่า ร้อยละ 20)
14. ผลงานวิจัยที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์จนเป็นนวัตกรรมใหม่ที่นำไปสู่การจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา และ / หรือนำไปสู่การผลิตเป็นสินค้าหรือบริการในเชิงพาณิชย์ยังมีน้อย
15. คณาจารย์มีภาระงานสอนมากจนไม่สามารถจัดเวลาเพื่อมาปฏิบัติงานวิจัยได้
16. ภารกิจการวิจัยยังไม่สามารถให้ผลตอบแทนที่ชัดเจนได้เทียบเท่ากับภารกิจการสอน ทำให้คณาจารย์ส่วนใหญ่มุ่งสอนมากกว่าทำวิจัย
17. ขาดระบบการกำกับดูแล การประหยัดพลังงาน และความคุ้มค่าของทรัพยากร
18. ระบบการจัดการด้านการเงินยังไม่สนับสนุนการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ได้
19. ระบบการบริหารงานบุคคล ยังขาดการเชื่อมโยงภารกิจระดับบุคคลไปสู่เป้าหมายของมหาวิทยาลัย
20. ขาดระเบียบที่จะมารองรับระบบการบริหารบุคคลที่มุ่งผลสัมฤทธิ์ของผลงาน (Performance based management) รวมถึงการประเมินงานด้วยตนเองเพื่อการควบคุม (Control Self-Assessment)
21. มหาวิทยาลัยบูรพา ขาดระบบการเตรียมบุคคลที่จะเข้าสู่ตำแหน่งบริหารอย่างเป็นรูปธรรมและบุคลากรขาดแผนการพัฒนวิชาชีพรายบุคคล (Individual Development Plan : IDP)
22. วัฒนธรรมการทำงานของบุคลากร และส่วนงานยังขาดการมองภาพแบบองค์รวมของมหาวิทยาลัย แต่ยังคงติดยึดกับผลประโยชน์ของส่วนงาน และระดับปัจเจกบุคคลเป็นส่วนมาก
23. การสื่อสารภายในระดับมหาวิทยาลัย และระดับส่วนงานยังเป็นปัญหาไม่สามารถรับประกันการสื่อสารได้ว่าได้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่เป็นบุคลากร และ / หรือนิสิตได้จริงเพียงใด
24. ระบบการจัดการความปลอดภัย การจัดระเบียบสังคม และสิ่งแวดล้อมรอบมหาวิทยาลัย ยังมีข้อจำกัดมาก
25. มหาวิทยาลัยยังต้องได้รับการพัฒนาด้านความพร้อมของห้องปฏิบัติการด้านวิทยาศาสตร์ ห้องปฏิบัติการด้านภาษา และห้องปฏิบัติการพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับสาขาวิชาต่าง ๆ
26. ระบบสวัสดิการภายในมหาวิทยาลัย อาทิ สถานที่จอดรถ โรงอาหาร พื้นที่พักผ่อน สนามกีฬา การเดินทางภายในมหาวิทยาลัย มีความจำเป็นเร่งด่วนต้องได้รับการพัฒนา เพื่อเป็นบริการขั้นพื้นฐานภายในมหาวิทยาลัย
27. แม้ว่าระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์จะได้รับการพัฒนา แต่การนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการปฏิบัติงานยังมีน้อย และขาดการเชื่อมโยงลงสู่ระดับส่วนงานอย่างจริงจัง
28. ห้องเรียนขาดความพร้อมและระบบบริหารจัดการการใช้ห้องเรียนที่มีประสิทธิภาพ
โอกาส (Opportunities)
1. นโยบายด้านต่างประเทศของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา มีแนวนโยบายเปิดด้านการส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านการศึกษาของภูมิภาค จึงเปิดโอกาสให้มหาวิทยาลัยบูรพา สามารถกำหนดทิศทาง นโยบายและผลักดันการขยายงานจัดการศึกษาระดับนานานาชาติได้มากขึ้น
2. การจัดอันดับมหาวิทยาลัยในระดับเอเชีย การที่มหาวิทยาลัยบูรพาได้รับการจัดอันดับอยู่ในกลุ่ม 1 ใน 200 มหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดของเอเชีย หรืออันดับที่ 151 เป็นโอกาสสำคัญที่ส่งผลต่อความเชื่อถือของผู้เรียนและคาดว่าจะส่งผลต่อจำนวนนิสิตที่จะเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยบูรพาด้วย
3. ความต้องการการศึกษาระดับอุดมศึกษาของประชากรในภาคตะวันออก โดยเฉพาะนิคมอุตสาหกรรมหลายแห่ง ทำให้โอกาสการจัดการศึกษา การวิจัย และการบริการวิชาการของมหาวิทยาลัยบูรพามีโอกาสขยายตัวได้มากขึ้น
4. การประเมินและการรับรองคุณภาพการศึกษาของ สมศ. เป็นกลไกที่เปิดโอกาสให้ส่วนงานได้รับทราบจุดเด่นจุดด้อยของส่วนงาน อันจะนำไปสู่การพัฒนาและยกระดับคุณภาพการดำเนินงานของส่วนงานได้มากขึ้น

ภัยคุกคาม (Threats)
1. การมีสถาบันอุดมศึกษาเพิ่มมากขึ้นทั้งภายในประเทศ และการเปิดเสรีทางการค้าอาจจะทำให้มีสถาบันอุดมศึกษาจากต่างประเทศมาเปิดในประเทศไทยมากขึ้น อันจะทำให้มีการแข่งขันที่เข้มข้นและรุนแรงยิ่งขึ้น
2. ความต้องการความมั่นคงในชีวิตของบุคลากรมีมากขึ้น มหาวิทยาลัยจำเป็นต้องมีกลยุทธ์การจัดการหรือการหารายได้เพิ่มเติมเพื่อนำมาสนับสนุนการจัดสวัสดิการให้มากขึ้น
3. สถานการณ์ทางเศรษฐกิจและพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป นับเป็นเงื่อนไขที่มหาวิทยาลัยต้องเร่งปรับตัวให้ทันกับความเปลี่ยนแปลง
4. ภาคตะวันออก เป็นชุมชนอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว และเกษตรกรรมหลายแห่งเข้ามาเปิดการจัดการเรียนการสอนในภาคตะวันออกมากขึ้น