คำถาม ภาควิชาจะทำงานอย่างไร ถ้าไม่มีทรัพยากรที่เพียงพอ ท่านจะกระจายทรัพยากรอย่างไรให้
เหมาะสมกับแต่ละคณะ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายที่ต่างกัน
คำตอบ
ทรัพยากรที่ใช้ในการปฏิบัติงานที่ภาควิชาหรือสาขาวิชา มีความต้องการและจำเป็นต้องใช้ในการบริหารงานประกอบด้วย งบประมาณและอัตรากำลังบุคลากร ซึ่งแนวทางการจัดสรรทรัพยากรทั้ง ๒ ประการ ผมมีแนวคิดในการจัดสรรในการบริหารอีกทางเลือกหนึ่ง ดังนี้
๑. งบประมาณ
การจัดสรรงบประมาณแบบประเพณีดั้งเดิม ซึ่งรายได้ส่วนใหญ่เกิดจาก ค่าหน่วยกิต ค่าบำรุงคณะ จะมีลักษณะเป็นการหักเงินตามฐานรายได้ของแต่ละส่วนงาน(คณะ/วิทยาลัย/สถาบัน/สำนัก) เช่น คณะศึกษาศาสตร์ รับนิสิตเข้ามาลงทะเบียนเรียน นิสิตจะต้องจ่ายค่าบำรุงมหาวิทยาลัย ค่าบำรุงหอสมุด ค่ากิจกรรมนิสิตและอื่นๆ จิปาถะ รายรับส่วนนี้ เป็นรายรับของส่วนกลาง(มหาวิทยาลัย) ส่วนรายรับที่เกิดจากค่าหน่วยกิต ค่าบำรุงคณะ ค่าบำรุงพิเศษเฉพาะสาขาวิชา (อาจจะมีรายการอื่นอีก) รายรับส่วนนี้ ส่วนงานจะต้องทำประมาณการรายรับ จากนั้น ส่วนกลางจะดำเนินการหักตามอัตราที่ได้มีการตกลงกันเป็นสูตรสำเร็จ ดังนี้
ก. รายรับจากค่าหน่วยกิต
ร้อยละ 90 ของรายรับ สำหรับตั้งงบประมาณ
ข. รายจ่าย
สมทบให้ส่วนกลางของมหาวิทยาลัย 6%
สมทบเข้ากองทุนมหาวิทยาลัยบูรพา 2%
สมทบทุนอุดหนุนการวิจัย 3%
สมทบทุนอุดหนุนเพื่อพัฒนาบุคลากร 1%
สมทบค่าสาธารณูปโภค 3%
สมทบงบกลาง 10%
สมทบกองทุนคงยอดเงินต้นของคณะ 3%
จุดเด่นของวิธีการแบบนี้
ด้วยกระบวนการกำหนดจำนวนร้อยละของการหักค่าใช้จ่ายที่ชัดเจน จะสอดคล้องกับหลักการที่ว่า ส่วนงานใดขยันขันแข็ง มีผู้สนใจเรียนมาก รายรับมากเงินก็จะมีเหลือใช้มาก ส่วนงานที่เสียเปรียบไม่ว่าจะด้วยธรรมชาติของสาขาวิชา หรือ ขาดกลยุทธ์ที่ดึงดูดใจ ก็อาจจะทำให้มีรายได้น้อย
จุดอ่อนของวิธีการนี้
ส่วนงานต่างๆ จะทำงานเสมือนหนึ่งเป็นรัฐอิสระ แล้วส่วนกลางก็หักภาษี แต่ละส่วนงานก็จะนำเอาภาพของมหาวิทยาลัยไปอ้างหารายได้ บางส่วนงานอาจจะสร้างส่วนต่างของรายรับกับรายจ่ายอย่างมากมาย ตามโอกาสของสาขาวิชา ซึ่งบางครั้งอาจจะไม่ยุติธรรมกับผู้เรียนและสังคม รวมทั้งการมีรายรับมากในบางส่วนงาน การใช้จ่ายและโอกาสของบุคลากรก็จะเหลื่อมล้ำ แตกต่างกันมาก
ผลกระทบ
ก. ส่วนต้องพัฒนากลยุทธ์เพื่อการเพิ่มปริมาณผู้เรียนให้ได้มากที่สุดและพยายามสร้าง
ศักยภาพในการแข่งขันกับสถาบันอื่นๆ ให้ได้มากที่สุด
ข. การจ่ายค่าตอบแทนกรณีภาระงานสอนเกิน (เกิน ๙ หน่วยกิต) บางส่วนงานที่มี
งบประมาณมากพอก็จะจ่ายแบบเต็มอัตราสูงสุด แต่บางส่วนงานที่มีรายได้ไม่เพียงพอ ก็อาจจะจ่ายแบบตามมีตามเกิด ทำให้โอกาสและความเท่าเทียมกันของคณาจารย์ต่างสาขาวิชา ต่างคณะย่อมแตกต่างกันไปด้วย ทั้ง ๆ ที่บางสาขาวิชาเป็นสาขาวิชาที่ประเทศต้องการ แต่อาจจะไม่ใช่สาขาที่เป็นที่ต้องการของตลาด แต่มีผลต่อสังคม เช่น สาขาด้านศิลปะและวัฒนธรรม
ปรับกระบวนทัศน์ใหม่
หากจะปรับกระบวนการจัดสรรงบประมาณใหม่ จำเป็นต้องปรับกระบวนทัศน์ที่มองผลประโยชน์เฉพาะตนของแต่ละส่วนงาน มองภาพแบบเอกภาพ มองภาพรวมของมหาวิทยาลัย และต้องใช้หลักคิดแบบ “พอเพียง” คือ ความมีเหตุมีผล การรู้จักประมาณ และการมีภูมิคุ้มกันที่ดี ต้องปรับกระบวนทัศน์ของผู้มีส่วนได้เสียทุกส่วนงานใหม่ คือ ต้องยอมรับให้ได้ว่า “รายรับของทุกส่วนงานเป็นทรัพย์สินของมหาวิทยาลัย” แต่ว่า หากส่วนงานใดจะต้องปฏิบัติภารกิจตามที่ได้รับมอบหมาย ก็จะได้รับงบประมาณไปเพื่อการปฏิบัติงานตามหลักของ “ความพอเพียง”
จุดเด่นของวิธีการนี้
การจัดสรรงบประมาณตามภารกิจจะสอดคล้องกับแนวคิดการบริหารงานแบบยุทธศาสตร์ทั่วทั้งองค์กร อันจะทำให้ทุกสาขาวิชาได้รับการสนับสนุนงบประมาณตามธรรมชาติและความจำเป็นของแต่ละสาขาวิชา/ภาควิชา เพราะในการจะจัดสรรงบประมาณกลับไปให้สาขาวิชา/ภาควิชา จะต้องมีการศึกษาและกำหนดจำนวนงบประมาณที่จำเป็นต้องใช้ของแต่ละสาขาก่อนว่า ที่สมเหตุสมผลนั้น ควรจะเป็นจำนวนเท่าใด เมื่อส่วนงานรับนิสิตเข้ามาแล้ว การจัดสรรงบประมาณจะจัดตามค่าใช้จ่ายรายหัว แต่ก็จะต้องสะท้อนภารกิจที่จะต้องทำด้วย (รายละเอียดมีเรื่องที่ต้องปฏิบัติหลายประการ แต่ทำได้หากมีการดำเนินการจริงจัง)
การจัดสรรงบประมาณด้วยวิธีนี้ จะส่งผลต่อการกำหนดนโยบายของมหาวิทยาลัยอีกด้วยว่า จะจัดชั้นเรียนห้องละกี่คน ซึ่งจะส่งผลต่อคุณภาพบัณฑิตด้วยไปในตัว
๒. การจัดสรรอัตรากำลังบุคลากร เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ยังไม่กระจายทรัพยากรที่เท่าเทียม ผมจะขอนำเสนอในวันต่อไป